บทความ

หลักการดูแนวโน้ม

 ลักษณะแนวโน้ม การเคลื่อนตัวของตลาดมีแค่ 3 แบบคือ

     1.      Up trend       คือ การวิ่งขึ้น โดยลักษณะ ระยะทางในการวิ่ง วิ่งขึ้น มากกว่าวิ่งลง
     2.      Down trend  คือ การวิ่งลง โดยลักษณะ ระยะทางในการวิ่ง วิ่งลง มากกว่าวิ่งขึ้น
     3.      Side way       คือ การวิ่งขึ้นๆ ลงๆ โดยลักษณะ คล้ายฟันปลา ระยะทางไม่ชัดเจน

ความหมายของแนวโน้ม

 
“แนวโน้มคือเพื่อนของคุณ ยกเว้นแต่เมื่อมันวกกลับและจบลง”

นักเล่นหุ้นส่วนใหญ่นั้นมีความเห็นตรงกันว่า พวกเขาชอบที่จะซื้อหุ้นที่แข็งแกร่ง แต่พวกเขากลับให้ความหมายของคำว่า “แข็งแกร่ง” ไม่ตรงกันเท่าไหร่นัก โดยการอ้างอิงจากเว็บไซท์ (พจนานุกรม) ต่างๆนั้นได้ให้ความหมายของมันไว้ดังนี้

มีความแข็งแรง หรือมีพลังมากกว่าทั่วไป หรือมากกว่าที่ได้คาดเอาไว้
- มีศักยภาพ หรือมีอำนาจ หรืออำนาจที่สามารถควบคุมสิ่งต่างๆ
- มีความเหนียวแน่น สามารถที่จะทนทานต่อการถูกกระทำจากสิ่งต่างๆ

               เราจะเห็นได้ว่า จากคำจำกัดความที่นำมาอ้างอิงเหล่านี้นั้น ไม่มีข้อใดเลยที่ดูเหมือนว่าจะเหมาะสมกับเรื่องของตลาดหุ้น, พันธบัตรหรือสัญญาล่วงหน้าต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมสักเท่าไรนัก เนื่องจากตราสารทางการเงินต่างๆนั้นไม่ได้มีกล้ามเนื้อ หรืออำนาจ หรือแม้กระทั่งมีสรีระที่สามารถจับต้องได้ ดังนั้น เมื่อนักเล่นหุ้นพูดถึงความ “แข็งแกร่ง” นั้น พวกเขาอาจกำลังหมายถึงมันในความหมายอื่น โดยสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้และเหมาะสมกับความหมายนั้นก็คือคำว่า “แนวโน้มที่เพิ่มขึ้น” นั่นเอง

             การที่เรามักจะชอบใช้คำว่า “แข็งแกร่ง” มากกว่าคำว่า “แนวโน้ม” นั้น บางทีอาจเป็นผลมาจากความรู้สึกคุ้นเคยกับคำว่า “แข็งแกร่ง” จากสิ่งต่างๆมากกว่า แทนที่จะใช้คำว่า “แนวโน้ม” ซึ่งมันช่างดูจะเลือนรางและคลุมเครือเมื่อต้องนึกถึงมัน
“แนวโน้ม” คือ ความเบี่ยงเบน หรือความโน้มเอียงของข้อมูลในกลุ่มข้อมูลหนึ่ง โดยในการที่เราจะวัด “แนวโน้ม” ในทุกๆสิ่งๆทุกๆอย่างนั้น มันคือการอ่านค่า หรือนำเอาข้อมูลล่าสุดหรือปัจจุบัน (Current reading) และข้อมูลที่เป็นอดีตกว่า (Historical reading) มาทำการเปรียบเทียบกัน  

           ซึ่งหากว่าข้อมูลที่เป็นปัจจุบันกว่านั้น มีค่ามากกว่าข้อมูลในอดีต เราก็จะสามารถสรุปได้ว่า “แนวโน้ม” นั้นกำลังอยู่ในขาขึ้น (Up-Trend) แต่หากมันมีค่าน้อยกว่าเราจะสามารถสรุปได้ว่า “แนวโน้ม” นั้นกำลังอยู่ในขาลง (Down-Trend) แต่หากว่ามันมีค่าใกล้เคียงหรือเท่าๆกัน (ซึ่งค่อนข้างเป็นไปได้ยาก) เราก็จะสามารถสรุปได้ว่า “แนวโน้ม” กำลังอยู่ในภาวะเคลื่อนไหวออกด้านข้างนั่นเอง (Sideway)

           
         ทิศทางของแนวโน้มที่เกิดขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับวิธีการที่เราเลือกใช้ในการวัดและเปรียบเทียบด้วยเช่นกัน โดยในความเป็นจริงแล้ว ตราสารต่างๆนั้นมีการเคลื่อนไหวของมูลค่าอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่รายนาที รายวัน หรือแม้กระทั่งรายปี ผลก็คือ เราจึงเกิดจุดอ้างอิงในอดีตอย่างไม่จำกัดในการที่จะทำการเปรียบเทียบเพื่อหา “แนวโน้ม” ออกมา ดังนั้น เราจึงสามารถที่จะระบุถึง “แนวโน้ม” ที่เกิดขึ้น และทิศทางของมันได้อย่างไม่จำกัดเท่าที่เราต้องการเช่นกัน

              ดังนี้แล้ว คำว่าแนวโน้ม (ที่เป็นมาตรฐาน) จึงไม่ได้มีอยู่จริง เนื่องจากมันมี “แนวโน้ม” อยู่มากมายนับไม่ถ้วน โดยขึ้นอยู่กับว่า เราใช้วิธีการอย่างไรในการที่จะวัดและเปรียบเทียบ “แนวโน้ม” นั้นออกมา โดยคนส่วนใหญ่นั้นก็มักที่จะเลือกวิธีการวัดและเปรียบเทียบที่ตนเองถนัดและ เหมาะสมกับตนเอง หรือตรงกับความเชื่อของเขานั่นเอง

        จะเห็นได้ว่า วิธีการต่างๆในการที่จะใช้เพื่อระบุถึง “แนวโน้ม” ออกมานั้น คือการเปรียบเทียบจากจุดที่เราต้องการจะอ้างอิงในอดีต ดังนั้น ทุกๆ “แนวโน้ม” ที่เราวัดได้นั้นจึงเป็นเพียง “อดีต” เท่านั้น และไม่มีสิ่งที่เป็น “ปัจจุบัน” และ เรานั้นไม่มีทางที่จะหา “แนวโน้ม” ที่เป็นปัจจุบันออกมาได้ หรือแม้กระทั่งระบุและให้ความหมายว่า “แนวโน้มปัจจุบัน” (Current Trend) คืออะไร ที่เราทำได้ก็เพียงแค่หา “แนวโน้มของอดีต” (Historical Trend) เท่านั้น

            หนทางเดียวที่เราพอจะสามารถวัดเอา “แนวโน้ม ณ จุดเวลาของปัจจุบัน” (Now Trend) ออกมาได้นั้น คือการนำข้อมูลสองชนิด ซึ่งอยู่ในจุดเวลาเดียวกัน มาหาความแตกต่างระหว่างกันออกมา และเราจะเห็นได้ว่า “การเคลื่อนไหว” (Motion), อัตราความเร็ว (Velocity) และแนวโน้มต่างๆนั้น ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน เพราะพวกมันไม่สามารถวัดได้จากจุดอ้างอิงเพียงจุดเดียวนั่นเอง เราจึงสามารถสรุปได้ว่า “แนวโน้ม” ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีอยู่จริงในช่วงขณะของปัจจุบัน และคำว่า “แนวโน้ม” (The Trend) ที่เราพูดถึงกันทั่วๆไปนั้น ไม่ได้มีอยู่จริงๆเลย เพราะเมื่อเราพูดถึงคำว่า “แนวโน้ม” ขึ้นมานั้น เรากำลังพูดจากการที่เรามองย้อนกลับไปในอดีตนั่นเอง

            จำไว้ให้ดีว่า “แนวโน้มปัจจุบัน” (Current Trend) นั้น ไม่ได้มีอยู่จริง และเมื่อเราพูดถึง “แนวโน้ม” ที่เกิดขึ้น เรากำลังพูดจากการวัดและการนิยามความหมายของมันจากตัวของเราเอง       เมื่อคุณได้เข้าใจมันแล้วว่า “แนวโน้ม” คืออะไร เราจึงจะสามารถที่จะพูดถึงวิธีการที่จะนำมาใช้ระบุหรือคำนวณ และใช้ประโยชน์จาก “แนวโน้ม” ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

เครดิต แมงเม่าคลับดอทคอม
Visitors: 27,873