course point of buy/sell/cut

The market discounts everything

หนึ่งในสมมติฐานข้อแรก ของนักเทคนิค ที่ใช้เป็น "ฐานคิด" ของการพัฒนาแนวคิด ทฤษฎี จนต่อยอดมาเป็นกลยุทธ์การ เข้า (Entry) ออก (Exit) การบริหารเงิน (Money Management) การพยากรณ์เป้าหมาย เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าใครก็ตาม
ที่คิดจะวิเคราะห์กราฟ หรือ เพิ่งจะเริ่มต้น ก็ต้องให้ความสำคัญกับ สมมติฐาน หรือ "ฐานคิด" ในข้อนี้ก่อน แต่เชื่อหรือไม่ว่า หลายคนกำลังหลงทาง

แนวคิดของ นักวิเคราะห์หลายคน ที่อ้างตัวเองว่า เป็นนักวิเคราะห์ทางเทคนิค ออกสื่อ หรือ เผยแพร่แนวคิด ปานตัวเอง เป็น "กูรู" ด้านเทคนิค แต่ทำไมทุกครั้ง เวลาอ้างอิงข้อมูล หรือ พยากรณ์แนวโน้ม หรือ ทิศทางราคาในอนาคต ถึงชอบอ้างอิง ดัชนีในต่างประเทศกันเยอะแยะมากมาย (อ้างในเชิง ตัว Catalyst ยังพออนุโลม) ไม่ว่าจะเป็นการอ้าง ดัชนี DJ ของอเมริกา ดัชนี DAX ในยุโรป (เยอรมัน) และ HSI ฮั่งเส็ง (ฮ่องกง) กันนัก ในเมื่อสมมติฐานของการวิเคราะห์ทางเทคนิคข้อแรก คือ "The market discounts everything" ซึ่งมีความหมายว่า "ราคาหุ้น หรือ กราฟราคา ได้ดูดซับเหตุการณ์ทุกอย่างเอาไว้แล้ว ดังนั้น การปรับตัวขึ้น หรือ ปรับตัวลงในอนาคต ก็ย่อมที่จะสามารถทำนายทิศทาง หรือ แนวโน้มในอนาคต ได้ด้วยตัวมันเอง จึงไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งพา ดัชนีตัวอื่นใด มาเป็นแนวทาง หรือ อ้างอิงทั้งสิ้น"

ฤา ว่า แนวคิด ทางด้านเทคนิค จะกลายพันธุ์ เนื่องจาก นักเทคนิคปัจจุบัน ไม่มีความรู้จริงกันแน่ หรือ ศาสตร์ ด้านนี้มันผิดตั้งแต่แรก แต่นักวิเคราะห์ หรือ นักเทคนิค ในบ้านเรา มันเก่ง

ถ้าจะให้ผมเลือกตอบ ผมจะตอบว่า "ศาสตร์ที่เขาตั้งมา ตั้งแต่ตอนแรกมันถูกต้องอยู่แล้ว แต่คนที่นำมาใช้ มันมั่วกันเอง เลยทำให้ เกิดความเข้าใจที่ผิด ๆ กันมาตลอด" เพราะ

ไม่มีใครดูดัชนี DJ ปรับตัวขึ้น ปรับตัวลง แล้วได้เงินหรอก เพราะกว่าจะเห็นว่ามันขึ้น หรือ ลง ก็ 2 ทุ่มกว่า ๆ แล้ว คงไม่มีใคร นั่ง time machine ย้อนอดีตไปซื้อหุ้นได้ ก่อนตลาดปิดตอน 4 โมงครึ่งหรอก (trader)

หรืออาจเป็นเพราะ แนวความคิด หรือ ทฤษฎี ที่เขาเหล่านั้นกำลังใช้อยู่ (เอามาสอนให้คุณใช้ด้วย) มันไม่สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ (รู้อยู่ว่าใช้ไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้อะไรมาเทรด)

ในปัจจุบัน เราจึงได้เห็น นักเทคนิค สายพันธุ์ใหม่ (ไม่รู้จริง แต่เอาสีข้างถูจนถลอกหมดแล้ว) เยอะมากช่วงหลัง ไม่ว่าจะเป็น "เก่งแต่วิเคราะห์ย้อนหลัง" "นักเทคนิค หัวใจ FA" เป็นต้น

ผมอยากบอกว่า ทฤษฎีและแนวคิด ที่เป็นรากฐานของ "ฐานคิด" มันถูกต้องแล้ว แต่คนที่นำมาใช้ มันมั่วเอง เพราะมันไม่รู้จริง ต่างหาก

ทำไมเราต้องซื้อขายตามข่าว ข้อมูล ทั้งที่เราก็รู้อยู่ว่ามันถูกปรับเปลี่ยนยังไงก็ได้ เพราะระบบธรรมภิบาลในตลาดหุ้น บ้านเรามันไม่มี


ทำไมเราต้องซื้อขายหุ้น ตามใครก็ไม่รู้ แนะนำ ทั้งที่คนแนะนำ ก็ยังไม่มี "ปัญญา" เลี้ยงตัวเองจากการเทรด ได้เลยสักวัน
ทำไมเราต้องซื้อขายตาม คนที่ดูน่าเชื่อถือ ทั้งที่อีกมุมหนึ่ง คนเหล่านั้นก็ย่อมมีผลประโยชน์ใ
นการซื้อ ขาย ของเรา
ถ้าแนวคิดที่สามารถหาได้ทั่วไปจ
ากห้องสมุด งานสัมมนา หรือหนังสือมันใช้ได้จริง ก็คงไม่มีคนติดหุ้นกันเยอะแยะ
ถ้าแนวคิดที่ "กูรู" (ปลอม) ต่างๆ สอน ใช้งานได้จริง ก็คงมีนักลงทุนในตลาดเยอะแยะ ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ ลงทุน 100 คน ได้กำไรเพียง 20 คน (ได้กำไร 3 ปี ต่อเนื่อง)

ระบบการศึกษาด้านการลงทุนในประเ
ทศ เรา ถูกออกแบบให้ ตลาดลักทรัพย์ เป็นที่สูบเงิน และผันเงินของใครบางคน จากนักลงทุนรายย่อย ไปเรื่อย ๆ พอสูบหมด ก็โยนทิ้ง แล้วก็โฆษณาชวนเชื่อหลอกล่อ ให้นักลงทุนกลุ่มใหม่เข้ามาเรียนรู้ ความรู้ผิด ๆ จนขาดทุน ไปเรื่อย ๆ เป็นวัฐจักรหมุนเวียนต่อไป และต่อไป จนไม่มีนักลงทุนเหลืออยู่ ทำให้นักลงทุนกลุ่มถัดไป ก็คือ เยาวชนของชาติ เข้ามาให้สูบเงินต่อไปเรื่อย ๆ อีกหน่อย ก็คงออกกฎหมายให้ นักเรียนอนุบาล เข้ามาเทรด เพื่อสูบเงินต่อไปเรื่อย ๆกว่านักลงทุนจะรู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด ก็คงหมดตัวกันพอดี
 


 
 
คอร์สสำหรับผู้มีประสบการณ์เทรด คอร์สนี้สำหรับผู้ที่เคยมีพื้นฐานการเทรดมาแล้ว    หลังจากเรียนจะเป็นเทรนเนอร์ให้ตลอดจนเข้าใจในแนวทางของ การลงทุน ระยะ กลาง ถึง ยาว การคาดคะเนทิศทางราคาในอนาคตอันใกล้ไกล โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะลดความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทนจากการเก็งกำไรด้วยวิธีต่างๆ บน Spot Market มีห้องเรียนรู้ต่อเนื่องไม่ทิ้ง นร. Private workshop

    แนวโน้มราคา (Trend) และลักษณะการเคลื่อนไหวของราคา

  • การหาแนวรับ แนวต้าน และ เส้นแนวโน้มที่สำคัญจริง
  • เรียนรู้การเคลื่อนไหวของราคาผ่าน 3-Wave
  • รู้จักกับ Price Action

แบบฟอร์มติดต่อกลับ

Visitors: 27,873