Stock Options

วิธีใช้ DW อย่างถูกวิธี (ตามทฤษฏี)  

 

จริงๆแล้ว DW มันก็คือ Stock Options ครับ (ต่อไปนี้ผมจะใช้ DW หรือ option ก็คือสิ่งเดียวกันนะครับ) คือสิทธิ์ในการซื้อ (call)หรือขาย (put)หุ้นในราคาที่กำหนด ใครที่เรียน finance มาก็คงรู้จักมันเป็นอย่างดี ในตลาดเมืองนอก มันมีมานานแล้วครับ ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินชนิดหนึ่ง จุดประสงค์หลักเอาไว้ใช้บริหารความเสี่ยงครับ แต่ก็นำมาเก็งกำไรได้เช่นกัน (ซึ่งถือเป็นการใช้ในทางที่ผิดครับ)

ถามว่ามันทำหน้าที่บริหารความเสี่ยงอย่างไร มาดูกราฟ payoff-profit ของ Option กัน

ปล.ถ้าที่โพสไปมีข้อมูลหรือการคำนวนใดๆที่ผิดพลาด ช่วยท้วงติงด้วยนะครับ และต้องขออภัยล่วงหน้า แล้วผมจะเข้ามาแก้ไขครับ

ปล.2 จุดประสงค์ที่โพสตรงนี้ขึ้นมาไม่ได้จะมาอวดว่าเก่งหรืออะไรนะครับ ผมยอมรับว่าผมรู้แค่ปูปลาๆจากทฤษฏีที่เรียนมานิดหน่อย ของจริงไม่เคยแตะ ที่อยากจะมาโพสตรงนี้ก็แค่จะให้พี่ๆเพื่อนๆรู้สึกว่ามันยากและงงนั่นแหละครับ (ผมโพสเองยังงงเองอยู่หลายจุด มั่วๆไปก็เยอะ)  อยากจะให้คิดซักหน่อยว่า มันไม่ง่ายอย่างที่เราคิดครับ ไอ้ประเภทซื้อแล้วยังไงก็กำไรแน่ๆ ตอนนี้นลท.รายย่อยส่วนมาก ยัง evaluate มูลค่ากันไม่เป็นครับเหมือนตลาดหุ้นบ้านเราสมัย20-30 ปีก่อน ที่ปั่นหุ้นยังไงก็ขึ้น ผมว่าสำหรับ DW ชุดนี้ถึงวันหมดอายุกันเยอะๆเมื่อไหร่จะรู้เองครับว่า เวลาเจ๊งกับ Option แล้วมันหมดตัวเป็นคืออะไร หลังจากนั้นผมว่ารายย่อยทั้งหลายเองก็น่าจะมีเหตุมีผลในการซื้อ DW มากขึ้น และทำให้ราคา DW ในตลาดไม่เวอร์กันแบบที่บางตัวเป็นอยู่ คิดซะว่าตลท.เราที่ไม่ให้ความรู้นลท.แบบทั่วถึงก่อนจะปล่อย DW ออกมาเพราะเค้าตั้งใจจะให้เรา Learning by Experience แหละครับ

 

จากภาพให้ดูทางซีกซ้่ายครับ นั่งคือ position ของฝั่งนลท. ส่วนทางขวาเป็น position ของคนออก DW

ปกติ แล้วทั้งนลท.และผู้ออกสามารถจะผสมผสาน option หลายๆชนิด เพื่อ lock หรือ กำหนดผลตอบแทนให้ตัวเองได้ครับ ผมยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ ถ้าเราซื้อ PTT เอาไว้ แล้วคิดว่ากลัวว่าหุ้นจะลง แต่ก็ไม่อยากขายเพราะมันอาจจะขึ้นก็ได้ นลท.สามารถใช้ DW หรือ option มาเป็นประโยชน์ได้ครับโดยstrategy ที่เรียกว่า "Protected Put" โดยการซื้อ Put DW ของ PTT ให้มีสัดส่วนเท่ากับ "Hedge Ratio" ในราคาที่เหมาะสม โดยผลที่ได้คือ ถ้า PTT ลงจริงๆ เราจะได้เราจะได้กำไรจาก DW มาชดเชยกับ Loss ของ
หุ้นที่เราถือ ในขณะที่ถ้าหุ้นขึ้น เราก็จะได้กำไรจากหุ้นที่ถือเหมือนเคย

พูดง่ายๆในเคสด้านบนเราใช้ option ในการประกันการขาดทุน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่า"premium"ที่้ต้องจ่ายเพื่อซื้อประกันนั่นเองครับ ดังนั้นกำไรที่เราได้ก็จะน้อยลงไปเท่ากับราคาที่จ่ายไปเพื่อซื้อ DW

ประโยชน์ อีกอย่างของ Option ที่ใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงคือการทำ "Long Straddle" ครับ ในกรณีนี้ใช้เมื่อเราคิดว่า ต่อไปราคาหุ้นที่เราถือจะผันผวนมากๆๆๆๆ คือรู้ว่าไม่ขึ้นมากๆๆๆก็ลงมากๆๆๆแน่นอน แบบนี้ "Long Straddle" สามารถ lock ผลขาดทุนให้จำกัดได้ ในขณะที่สามารถทำกำไรได้ unlimited ถ้าราคาหุ้นผันผวนจริง

เคสนี้ถ้าเราถือ PTT อยู่แล้ว แล้วคาดว่าราคาจะผันผวนมากๆ ในช่วงอายุของ DWนั้นๆ เราสามารถซื้อ DW Put และ Call มาทำ "Long Straddle" ได้ โดยจะให้ Payoff-Profit ดังนี้

 

 

จะเห็นว่าถ้าหุ้นลงมากๆๆๆๆ ก็กำไร ขึ้นมากๆๆๆก็กำไร แต่ถ้า side way ก็โดนกินเรียบครับจากต้นทุนของการซื้อ DW นั่นเอง

Strategy พวกนี้ ฟังดูง่าย แต่จริงๆยากมากครับ เพราะต้องคำนวนทั้งอัตราส่วน หรือจำนวนสัญญา DW ที่เราต้องใช้เพื่อกำหนดผลตอบแทน ราคาของ DW ที่จะต้องเหมาะสม excersice price และอายุของ DW ก็ต้องเหมาะสมเช่นกัน ซึ่งในทางปฏิบัติ DW มันอาจจะมีราคาไม่สมเหตุสมผล  อายุ และ excercise price ที่ไม่เข้ากับ Strategy ของเรา และปัจจัยอื่นๆอีกมากครับ

ที่ ยกตัวอย่างมาเป็นแค่ 2 ในไม่รู้กี่สิบแบบของ Option Strategy ที่มีทั้งหมดนะครับ ผมยกตัวที่ดูแล้วเข้าใจง่ายๆมา ซึ่งในทางปฏิบัติบ้านเราอาจจะยังทำแบบนี้ไมไ่ด้ นอกจากเก็งกำไรครับ เพราะ DW ที่มียังน้อยเกินไปและส่วนมากมีแต่ Put ซะด้วย แถมราคาในตลาดก็ไร้เหตุผลสิ้นดี

DW หรือ Option เป็น zero-sum game ครับ (เช่นเดียวกับ Future ครับ แต่ไม่เหมือนกับ หุ้น และ derivative บางชนิดที่มักจะเป็น Positive Sum Gain ครับ) คนที่ write DW ออกมาอย่าง broker ทั้งหลาย ถ้าให้เทียบก็คือบริษัทประกันที่เขียนกรมธรรณ์ประกันชีวิตให้เรานั่นแหละ ครับ โดยประกันให้เรา ในขณะที่ได้ premium เป็นผลตอบแทน ประกันต่างกับDWตรงที่ประกันชีวิตไม่จำเปนต้องเป็น 0-sum เพราะมันยังมีผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งเราและบริษัทจากอายุสัญญาที่ยาว ในขณะที่ DW นั้นสัญญาสั้นมาก การจะwrite DW ออกมาทาง broker เค้าคำนวน price ที่รวมเอาปัจจัยทั้งหลายไว้แล้วครับ เมื่อไหร่ที่ DW ปล่อยออกสู่ตลาด ปั่นราคากันขึ้นไป คนหนึ่งกำไร คนหนึ่งก็ต้องขาดทุนครับ เพราะ at the end (excercise date) ราคาของมันก็จะกลายเป็น 0 ซึ่งถ้า ณ จุดนั้น DW "in the money" (ราคาใช้วสิทธิ์สูงกว่าราคาตลาดในกรณี put หรือ ต่ำกว่าตลาดในกรณี call) นลท.ที่ถือDWนั้น excercise ก็ได้กำไร ส่วนbroker ก็ขาดทุน ในขณะที่ถ้า DW "out of the money" นลท.ไม่ excercise broker ก็กำไร (จากการwrite DW ให้นลท.) นลท.ก็ขาดทุน(...มหาศาล...เพราะ DW =฿0)

Edit: กลบไก่ที่ปล่อยออกไปบางจุดครับ แหะๆ แต่ไม่มีผลต่อเนื้อหาโดยรวมครับ

สรุปศัพท์สำหรับ DW หรือ Option ถ้าเทียบกับหุ้นหรือ Tfex ทั่วๆไปนะครับ

สำหรับหุ้นทั่วไป
Long = ซื้อ
Short = ขาย หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ยืมหุ้นมาขาย (short sell)

สำหรับ future
Long คือ สัญญาว่าซื้อ
Short คือ สัญญาว่าจะขาย

สำหรับ DW หรือ option
Long คือ ซื้อสิทธิ์ที่จะ... (buy the right to...)
Short คือ เขียนและขายสิทธิ์ที่จะ...(write the right to...)

Long Call คือ ซื้อสิทธิ์ที่จะซื้อ(buy the right to buy)
Long Put คือ ซื้อสิทธิ์ที่จะขาย(buy the right to sell)

Short Call คือ เขียนและขายสิทธิ์ที่จะซื้อ (write the right to buy)
Short Put คือ เขียนและขายสิทธิ์ที่จะขาย (write the right to sell)

 

ใครที่ยังงงว่าเอ... สรุปว่า DW มันมีสูตรคำนวนราคาที่เหมาะสมยังไง จะได้เอาไปคำนวนเพื่อดูราคาที่เหมาะสมของมันได้...

นี่คือสูตร Black-Scholes Option Pricing Model คือสูตรำควนมูลค่าที่เหมะาสมเวลาที่ทาง KGI ใช้คำนวน premium ของ DW ครับ

โดย C = Call Option Value
S = Current Stock Price (ราคาตัวแม่)
N(d) = คือความน่าจะเป็นที่สุ่มมาจาก nromal dist.
K = excercise price หรือราคาการใช้สิทธิ์ต่อหุ้นแม่ 1 ตัว
e = 2.71828
r = Riske-Free rate ส่วนมากอิงจาก gov bond
T = ช่วงอายุเวลาที่เหลือของ DW (แสดงออกมาเป็นหน่วยปี)
In = Natural Log function
ตัวที่คล้ายเลข 6 คว่ำหน้า คือ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานนของอัตราผลตอบแทนต่อปีของหุ้นแม่

Edit: เพิ่มครับ

สูตร ตัวนี้นั้นปกติใช้กับ Option ที่มีอัตราการใช้สิทธิ์ 1:1 ครับ แต่บ้านเราเอามาทำให้ซับซ้อนขึ้นไปอีกโดยอัตราการใช้สิทธิ์ไม่ใช่ 1:1 ดังนั้นอาจจะต้องมีการดัดแปลงสูตรนี้อีก ซึ่งผมโง่เลขมากครับ ถ้าคิดแบบตื้นๆก็อาจจะแค่ *จำนวน DW ที่ใช้ต่อการแปลงแม่ 1 ตัวเข้าไปที่ราคาจากสูตรตรงๆเลย หรือถ้าไม่ใช่ผมก็ไม่ทราบแล้วครับ เอาเป็นว่าหลักการมันก็คือแบบเดียวกันคือ

คือราคาของ Option/DW ตามสูตร Black-Scholes มีปัจจัยหลักๆคือ 1.ราคาแม่ 2.Excercise Price 3.ความผันผวนของราคาแม่ 4.Time Value of Money จากการที่เราลงทุนใน Option ใช้เงินน้อยกว่าการที่เราลงทุนตรงจากหุ้นแม่จาก Payoff-Proit ที่เท่ากัน 5.ช่วงเวลาที่เหลือของ DW

ปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลต่อ Price ของ Option/DW โดยที่ Black-Scholes ไม่ capture
1.Expected price ของหุ้นแม่ ณ วัน DW หมดอายุ (ณ ที่คำนวนราคา หุ้นแม่อาจจะราคาต่ำกว่า Ecercise price มากๆๆๆ ซึ่งในทางทฤษฏีจากสูตร ราคา option/DW ควรเป็น 0 แต่ในความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องเป็น 0 แบบที่เราเห็นกันในตลาดบ้านเรา ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ expectation ของนลท.ว่าราคาแม่จะพุ่งไปเกิน excercise price มากๆ ณ วัน excercise หรือคำนวนกันไม่เป็น)
2. อันนี้ใช้เฉพาะกับ American Option ซึ่งสามารถ Excercise ณ เวลาใดๆก็ได้ก่อนหมดอายุนะครับ ซึ่งไม่ applicable กับ DW ของบ้านเราที่เป็นลักษณะของ Europian Option ที่ต้อง excercise ณ วันสิ้นชีพ เอ้ย สิ้นอายุเท่านั้น
ปัจจัยตัวนี้ก็คือ Flexibility ครับ โดยจะทำให้ American Option อาจจะมีค่ามากกว่าที่คำนวนจากสูตร และมักจะมีมูลค่าที่แท้จริงที่สูงกว่า Europian option ที่เงื่อนไขเดียวกัน โดยที่สูตร Black-Scholes ไม่ Capture ตรงนี้ครับ

บอกไว้ก่อนเลยนะ ครับ ไม่ได้กวนนะครับที่เอาสูตรยากๆมาลง มันคือสูตรที่สถาบันเค้าใช้คำนวนกันจริงๆครับ ทีนี้ถ้าเราแหย่ขาเข้าไปเล่นก็ต้องถามตัวเองล่ะครับ เรามีความรู้พร้อมแค่ไหนที่จะสู้กับรายใหญ่ที่เค้ามีเครื่องมือทุกอย่าง

Visitors: 26,819