GANN 's THEORY

แท่งเทียนยังไม่สามารถทะลุเส้น Gann fan ที่เส้น 45 องศาได้ จากทฤษฏี Gann ที่กล่าวไว้ว่า ราคาจะขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ราคาเคลื่อนตัวจากแนวโน้มที่เคยลงมาเปลี่ยนเป็นเคลื่อนตัวขึ้น และสามารถเคลื่อนตัวขึ้นไปจนสามารถผ่านเส้นค่าเฉลี่ยกึ่งกลางที่ 45 องศาได้ ทิศทางของราคาคือกระทิง และเมื่อราคาจากที่เคยอยู่ที่ราคาสูง เกิดการเคลื่อนตัวลงมาแล้วราคา เคลื่อนตัวลงมาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยกึ่งกลาง คือ 45 องศาลงมาได้ ทิศทางของราคาคือหมี
(ต้องท่องให้จำนะครับ เพราะถ้าจะใช้เส้น Gann ทฤษฎีเขาว่าไว้แบบนี้ครับ)


ทฤษฎีแกนน์

Gann's Theory

 

Gann ชื่อนี้สำคัญไฉน? (ก็คงสำคัญอยู่บ้าง ไม่งั้นคงไม่นำมาเขียนหรอกครับ) บรรดา technicians บางคนคงมีความคุ้นเคยอยู่บ้างกับ Gann’s theory ในการคาดการณ์เวลาที่ราคาจะมีเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม แต่บางส่วนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกันมากนัก ดังนั้นที่จะกล่าวไว้ในที่นี้ จะเป็นการกล่าวถึงหลักเบื้องต้นในทฤษฎีนี้ ว่ามันทำงานได้อย่างไร?

ตัวของ Gann เองเขาเห็นว่า การเคลื่อนไหวของราคาที่ปรากฏนั้น เป็นสิ่งที่สามารถทำนายทายทักได้ (pre-determined) ไม่ใช่ลักษณะการเคลื่อนไหวแบบสุ่ม (random) อีกทั้งยังเห็นว่า การเคลื่อนไหวที่สามารถคาดการณ์ได้นี้ เป็นผลเนื่องมาจาก อิทธิพลของบรรดาจุดที่ก่อกำเนิดแรงที่พบในธรรมชาติ ซึ่งบรรดาจุดเหล่านี้ สามารถใช้หลักการทางคณิตศาสตร์และเรขาคณิตหาได้

 

อย่างไรก็ตาม หากจำแนกแนวความคิดหลักของ Gann ตลอดจนถึงการประยุกต์ใช้แนวคิดในเชิงปฏิบัติ สามารถแยกออกได้เป็น 3 แนวทางเบื้องต้น ซึ่งได้แก่

 

1. Cardinal square

 

2. เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทิศทาง

 

3. Geometric angles

Cardinal square

 

Cardinal square คืออะไร? รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร? ใช้ประโยชน์อะไรได้? หลายคำถามจริง เอาเป็นว่าลุยคำถามแรกก่อนแล้วกัน! Cardinal square คือ กระบวนการในการได้มาซึ่งแนวรับแนวต้านในอนาคต โดยอาศัยราคาต่ำสุดในอดีตเป็นศูนย์กลางในการนับ และใช้หลักการนับแบบทวนเข็มนาฬิกา พูดเฉยๆแค่นี้ ท่านผู้อ่านอาจจะยังนึกไม่ออกก็ได้ครับ ลองมาดูรูปร่างหน้าตาของมันซะหน่อย ว่าหล่อหรือสวยแค่ไหนดีกว่าครับ ซึ่งดูได้จากรูป

จากรูป จุดศูนย์กลางของการกระจายตัวเลขจะอยู่ที่ 808 จุด (จุดนี้ได้มาจากจุดต่ำสุดของ SET index ในช่วงที่ทำการพิจารณา) การกระจายตัวของมันเกิดขึ้นได้ดังนี้ครับ คือจากจุด 808 จะเริ่มกระจายตัวออกไปทางขวามือก่อน ซึ่งในที่นี้สมมติให้มี spread ทีละ 1 จุด ดังนั้น ช่องทางขวามือของ 808 จุด ย่อมเท่ากับ 809 จุด

 

 

หลังจากที่เราได้ 809 แล้ว เราจะเริ่มทำการนับเพิ่มขึ้นในลักษณะของการทวนเข็มนาฬิกา ดังนั้น จะได้ 810, 811, 812, 813, … จนถึงจุดที่ 816 (ดูจากรูปประกอบ) ซึ่งหลังจาก 816 แล้ว เราก็ขยับช่องมาทางขวามืออีกหนึ่งช่องเพื่อใส่ค่า 817 และก็เริ่มนับเพิ่มในลักษณะของการทวนเข็มนาฬิกา และทำต่อเนื่องเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ขนาด (size) ของตารางจะขยายตัวเพิ่มขึ้น

 

มาถึงจุดนี้ เราจะใช้ประโยชน์อะไรได้จากตารางข้างต้น? คำตอบคือ ค่าที่ปรากฏในตารางบางตำแหน่ง จะทำหน้าที่เป็นแนวรับแนวต้านในอนาคต โดยตำแหน่งที่เห็นว่ามีนัยสำคัญมากหน่อย จะอยู่ในแนวตั้งและแนวนอน รวมถึงเส้นทแยงมุมที่ออกจากจุดศูนย์กลาง (จากรูปก็จะเป็นตำแหน่งต่างๆที่อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมนั่นเอง) ซึ่งถ้าลองมาเปรียบเทียบกับจุดปรับตัวและดีดตัวของ SET index ใน bar chart ตัวอย่างที่ 12.1 ข้างล่างนี้ จะเห็นได้ว่า ระดับที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเคลื่อนไหวของ SET index ทุกๆตัวอักษรจาก A ไปจนถึง N จะเป็นตัวเลขที่ปรากฏอยู่ (หรือใกล้เคียง) ในแนวตั้งและแนวนอน รวมถึงเส้นทแยงมุมที่ออกจากจุดศูนย์กลาง

 

แน่นอน! ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะบอกว่า แนวรับแนวต้านที่ได้มันอยู่ใกล้กันมาก ซึ่งมันก็ต้องถูกสักแนวน่ะ ในเรื่องนี้ท่านอาจจะใช้ spread ที่ต่างจากนี้ไปได้ ไม่เห็นมีใครว่า อย่างเช่น กรณีของราคาหุ้นที่อยู่ระหว่าง 200-600 บาท spread ที่ใช้ก็อาจจะเป็นทีละ 2 บาทก็ได้ แต่ประเด็นที่สำคัญก็คือ ควรจะลองทดสอบดูว่า แนวรับแนวต้านที่ได้นั้น สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นตัวนั้นๆในช่วงที่ผ่านมาด้วยหรือไม่ เพราะถ้าสอดคล้องกันมาก ก็น่าจะมีนัยสำคัญมากกว่าตารางที่ไม่สอดคล้องกัน จริงไหมครับ

 




เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทิศทาง

 

ประเด็นนี้ จะเป็นการหาเวลาที่ราคาจะเริ่มเปลี่ยนทิศทางในการเคลื่อนที่ โดยใช้วิธีการ square กันของราคาและเวลา ดังนั้น คงต้องลงไปว่ากันในรายละเอียดบางประการของ 2 ตัวแปรนี้ก่อน

เวลา (Time)

สองตัวแปรที่มีความสำคัญในทฤษฎีนี้ คือ เวลา และ ราคา แต่ Gann เองเห็นว่า เวลา เป็นตัวแปรทีมีนัยสำคัญมากที่สุด เพราะจะเป็นตัวกำหนดช่วงระยะเวลา ที่จะให้ราคาเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดิมก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแนวโน้มเกิดขึ้น กล่าวคือ เมื่อใดก็ตามที่ตัวแปรทางด้านเวลา ได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแนวโน้มแล้ว ราคามักจะมีการเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆและไม่นานนัก ราคาจะเกิดการปรับตัวไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามแนวโน้มเดิม ดังนั้น ตัวแปรทางด้านเวลานี้ จึงเป็นการตอบคำถามว่า เมื่อไรที่ราคาจะมีการเปลี่ยนแนวโน้ม

 

นอกจากนี้ Gann ยังพบอีกว่า การเกิดยอด (tops) หรือก้นบึ้ง (bottoms) ที่สำคัญๆมักจะเกิดขึ้นในช่วงทุกๆ 49 ถึง 52 วัน และการเปลี่ยนแนวโน้มในช่วง intermediate term มักจะปรากฏระหว่าง 42 ถึง 45 วัน (ใครอยากจะรู้ว่ามันจะใช้ได้กับบ้านเราหรือเปล่า? ก็ลองนั่งนับวันดูก็ได้ครับ) อ้อ..เกือบลืมบอกไปว่า ไม่ได้มีเฉพาะที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้นนะครับ แต่ยังมีช่วงเวลาอื่นๆอีกหลายตัวอย่าง (แต่จะไม่กล่าวในที่นี้) ที่ตัวของ Gann เองเห็นว่า เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มได้ครับ

 

 

ราคา (Price)

สำหรับตัวแปรถัดมา ที่จะมาว่ากันต่อ ก็คือ ราคา (Price) ซึ่งมันมีความสำคัญ คือ เป็นการบอกว่า ระดับราคาตรงไหนที่จะเกิดการดีดหรือวกตัวลง ซึ่งในทฤษฎีของ Gann จะเกี่ยวพันกับเรื่องของ percentage retracements โดยที่ Gann ได้แบ่งช่วงราคา ซึ่งวัดจากฐานถึงยอดออกเป็น 8 ส่วน เริ่มตั้งแต่ระดับ 1/8, 2/8, ... ไปจนถึงระดับ 8/8 อีกทั้งยังได้นำ speed line ณ ระดับ 1/3 และ 2/3 เข้ามาเป็นตัวเสริมในการพิจารณาเพิ่มด้วย แน่นอน! ระดับต่างๆเหล่านี้ย่อมจะทำหน้าที่ในการเป็นแนวรับและแนวต้านไปโดยปริยาย

 

ตัวอย่างการแบ่ง percentage retracements ของ Gann มีดังนี้

 

1/8 = 12.5%

2/8 = 25.0%

1/3 = 33.0%

3/8 = 37.5%

4/8 = 50.0%

5/8 = 62.5%

2/3 = 67.0%

6/8 = 75.0%

7/8 = 87.5%

 

ท่านผู้อ่านคงจะคุ้นเคยกับตัวเลข 33%, 37.5%, 50%, 62.5% และ 67% กันเป็นอย่างดี อย่างเช่น ที่ระดับ 37.5% และ 62.5% ก็เป็น Fibonacci Retracement ขณะที่ระดับ 33% และ 67% เป็น Dow theory minimum และ maximum retracement benchmarks ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของ Gann มองว่า ปฏิกิริยา (reaction) ของราคา มักจะเกิดที่ระดับ 50% ซึ่งตัวเขาเรียกว่าเป็น จุดสมดุล (balancing point)

 

แต่ก่อนที่จะแสดงให้เห็นถึงนับสำคัญในการใช้ระดับ 50% retracement ของ Gann ขอย้อนกลับมาที่หัวข้อ เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทิศทางก่อน (เดี๋ยวจะลืม) ซึ่งภายใต้หลักการ square กันระหว่างราคาและเวลานั้น Gann จะมองหาจุดยอด (จุดต่ำสุดแล้วแต่กรณี) ที่มีนัยสำคัญ แล้วทำการแปลงราคาหุ้น ให้อยู่ในรูปของหน่วยเวลา (หรือพูดง่ายๆว่า แปลงจากหน่วยเงินตราให้เป็นหน่วยของเวลา โดยการ squaring ตัวอย่างเช่น 1 หน่วยราคา เท่ากับ 1 หน่วยเวลา) แล้วทำการคาดการณ์ไปในอนาคต ซึ่งเมื่อราคาหุ้นเคลื่อนตัวมาถึงเวลาที่คำนวณได้ ก็หมายถึง มีความเป็นไปได้ที่ราคาหุ้น จะเปลี่ยนแปลงทิศทางในการเคลื่อนไหว

 

ลองดูตัวอย่าง 12.2 กันซะหน่อยครับ รูปนี้เป็นการเคลื่อนไหวของ SET index ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเคลื่อนตัวขึ้นจากจุด A ไปจนถึงจุด B ก่อนที่จะมีการปรับตัวลง โดยระยะทางในแนวดิ่งระหว่างจุด B กับ A จะเท่ากับ 173.43 จุด ซึ่งถ้าจะทำการ squaring จาก 1 หน่วยเงินตราไปยัง 1 หน่วยเวลา จะดูไม่ค่อยเหมาะเท่าไรในความเห็นของผู้เขียน เนื่องจาก SET index เคลื่อนตัวในระดับ 800 กว่าจุดขึ้นไป ถ้ามองเป็นหุ้น ก็เป็นหุ้นที่มีราคา 800 กว่าบาทขึ้นไป ดังนั้น ในความเห็นของผู้เขียนการ squaring จากหน่วยเงินตราไปยังหน่วยเวลา จึงนำ spread มาช่วยปรับให้เกิดความเหมาะสม ซึ่งหมายถึง การทำ squaring ในที่นี้ จะแปลง 4 จุดของการเคลื่อนไหวไปเป็น 1 หน่วยเวลา ซึ่งผลที่ได้ก็คือ ส่วนต่าง 173.43 จุดจะเท่ากับ 44 วันโดยประมาณ

 

 

เมื่อเราทราบว่าการ squaring ใช้เวลา 44 วัน ดังนั้น เราจะใช้จุด B เป็นจุดเริ่มต้น โดยนับไป 44 วัน (ถึงจุด D) จะเห็นได้ว่าราคาหุ้นที่อ่อนตัวลงมาจากจุด C เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเคลื่อนไหว เมื่อ SET index เคลื่อนตัวมาถึงเวลาที่จุด D ซึ่งกรณีนี้เป็นการดีดตัวขึ้นสวนทางกับการปรับตัวลง และวิธีการดังกล่าวนี้ ได้ถูกนำมาใช้ทำ squaring กับที่จุด C โดยผลของการ squaring จะอยู่ ณ เวลาที่จุด E ซึ่งจากรูปจะเห็นได้ว่า หลังจากที่ราคาหุ้นได้ดีดตัวขึ้นจากจุด D จนมาถึง ณ เวลาที่สอดคล้องกับจุด E SET index เริ่มมีการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ตอนนี้ SET index หัวปักลงครับ

 

 

Gann กับ Geometric Angles

 เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องอื่นใด นอกจากเป็นเรื่องของมุม ที่เราๆท่านๆเคยว่ากันในวิชาเรขาคณิต อย่างไรก็ตาม Gann เขาก็มีมุมของเขาเองด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรกับมุมทางเรขาคณิต เราลองมาดูกันดังนี้

เนื่องจากการพิจารณาของ Gann ได้เกี่ยวพันกับ 2 ตัวแปรที่ได้กล่าวข้างต้นมาแล้ว คือ ราคา (P) และ เวลา (T) ดังนั้น เมื่อ Gann จะลากเส้นตรงเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ของเขา เขาจะพิจารณามุมของเส้นตรงเหล่านั้น ตามความสัมพันธ์ระหว่างราคาและเวลา ซึ่งบรรดามุมที่เกิดจากความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรทั้ง 2 นี้ มีชื่อเรียกว่า Gann Angles และเมื่อพิจารณาจากกราฟทั่วๆไป แกนตั้งนั้นเป็นแกนของราคา ในขณะที่แกนนอนนั้นเป็นเวลา ดังนั้น มุมของ Gann จึงเท่ากับ P x T หรือจะเป็น T x P ก็ได้ แล้วแต่ว่าจะนับเวลาหรือราคาก่อนกันเท่านั้นเอง ซึ่งแตกต่างจาก Geometric Angles ที่มีหน่วยเป็นองศา ตัวอย่างของ Gann Angles เช่น (P x T) คือ 1 x 1 หมายถึง ราคาขยับตัวไปหนึ่งหน่วยในช่วงหนึ่งหน่วยเวลา แต่ถ้า P x T เป็น 2 x 1 จะหมายถึง ราคาขยับตัวไปสองหน่วยในช่วงหนึ่งหน่วยเวลา เป็นต้น

 

Gann Angles กับ Geometric Angles เหมือนกันตรงไหน? เหมือนกันตอนที่ Gann Angles ถูกแปลงมาอยู่ในรูป Geometric Angles หรือพูดง่ายๆก็คือ P x T ถูกแปลงมาเป็นองศานั่นเอง คำถามที่ตามมาคือ จำเป็นไหม? เมื่อ P x T ที่เท่ากัน เช่น 1 x 1 เมื่อแปลงมาเป็นองศาแล้ว จะต้องมีมุมองศาที่เท่ากัน? ไม่จำเป็นหรอกครับ เพราะขึ้นอยู่กับว่า scale ที่ใช้ในการสร้าง P x T ครับ เพราะกรณีที่ scale เป็นจัตุรส มุม 1 x 1 เมื่อแปลงเป็นมุมทางเรขาคณิตแล้วจะเท่ากับ 45 องศา แต่ถ้าหากว่า scale ไม่เป็นจัตุรัส มุม 1 x 1 เมื่อแปลงเป็นมุมทางเรขาคณิตแล้วอาจจะเท่ากับกี่องศาก็ได้ครับ

 

ลองดูกรณีการเปรียบเทียบข้างล่างนี้สิครับ น่าจะช่วยเพิ่มความเข้าใจให้มากขึ้น ว่าทำไม scale จึงมีผลทำให้ Gann Angles ในรูปของ Geometric Angles ไม่เท่ากัน

 

กรณี 1 : กำหนดให้หนึ่งหน่วยของราคา และหนึ่งหน่วยของเวลา มีขนาดเท่ากับ 1 นิ้ว

 

มุม
P x T
องศา
A
B
C
D
1x2
1x1
2x1
4x1
26.5
45
63.5
75

 

กรณี 2 : กำหนดให้หนึ่งหน่วยเวลาเท่ากับ 1 นิ้ว ขณะที่หนึ่งหน่วยของราคาเท่ากับ 1.25 นิ้ว

 

มุม
P x T
องศา
A
B
C
D
1x2
1x1
2x1
4x1
32
51
68
79

 

คำถามที่ตามมาซึ่งท่านผู้อ่านอยากจะทราบคำตอบก็คือ ตำแหน่งหรือจุดไหนในกราฟ ที่จะถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการวัดมุม ก้อ..ไม่ใช่จุดอะไรอื่นไกลหรอกครับ แต่เป็นจุดยอด (tops) หรือก้นบึ้ง (bottom) ที่มีนัยสำคัญเท่านั้นเอง ซึ่งการตัดกันของเส้นตรงที่มีความชันตาม Gann Angles เหล่านี้นั้นเอง ที่เป็นจุดกำหนดตำแหน่งของเวลา และระดับราคา ที่จะเกิดปฏิกิริยาในทิศทางตรงข้ามครับ

 

นอกจากจะให้ตำแหน่งของเวลา และระดับราคาแล้ว เส้นตรงที่มีมุมตาม Gann Angles ยังทำหน้าที่เป็นแนวรับแนวต้านได้ด้วย ตัวอย่างเช่น ราคาขยับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดที่มีนัยสำคัญ โดยเคลื่อนตัวอยู่เหนือเส้น 1 x 1 นี้ เป็นแนวหนุนไปตราบเท่าที่ราคายังไม่หลุดเส้น 1 x 1 ลงมา ในทางกลับกัน หากราคาหลุดเส้น 1 x 1 ลงมา เส้นนี้ก็จะกลายเป็นแนวต้านไปโดยปริยาย โดยมีเส้นที่ทำมุม 26.5 องศา เป็นแนวหนุนใหม่ทดแทน ก่อนที่จะถึงปราการด่านสุดท้ายจากเส้นตรงทำมุม 14 องศา ซึ่งว่ากันว่า ถ้าหลุดเส้น 14 องศาลงมา ก็เป็นการเปลี่ยนแนวโน้ม เป็นขาลงแล้ว

 

นอกจากนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะใช้มุมของ Gann มาช่วยในการพิจารณาการเปลี่ยนความเร็วในการเคลื่อนตัวก็ได้ เช่น เดิมทีราคาอาจเคลื่อนตัวทำมุม 45 องศา (สมมติให้ scale เป็นจัตุรัส) ต่อมาราคาอาจจะขยับตัว หรือเปลี่ยนความชันไปเป็นมุมที่สูงขึ้น เช่น 63.5 องศา หรือ 75 องศา ภายใต้ช่วงเวลาที่เท่ากัน ซึ่งเท่ากับว่าความเร็วในการขยับตัวเพิ่มสูงขึ้น

 

แต่ในทัศนะของ Gann เห็นว่า ในบรรดาเส้นเหล่านี้ มุม 45 องศา (กรณี scale เป็นจัตุรัส) มีนัยสำคัญมากที่สุด เพระเป็นเส้นที่แสดงถึงความสมดุลระหว่างราคา และเวลา โดยที่กรณี uptrend เส้นนี้จะลากขึ้นไปทางขวามือจากจุดต่ำสุด ส่วนกรณี downtrend เส้นนี้จะลากลงไปทางขวามือจากจุดสูงสุด ดังนั้น ความเป็นตลาดกระทิง (bull market) จะยังคงมีอยู่ตราบเท่าที่ราคาอยู่เหนือเส้น 45 องศาขึ้น ในขณะที่ตลาดหมีจะครอบคลุมการเคลื่อนไหวของราคา ตราบเท่าที่ราคาอยู่ใต้เส้น 45 องศาขาลง

Gann’s 50% Retracement Rule

 

มาถึงตรงจุดนี้ ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านยังคงจำได้ถึงเรื่องที่ค้างไว้อยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งก็คือ 50% Retracement ซึ่งตอนนี้ก็ได้เวลาที่จะขยายความ รวมถึงหลักปฏิบัติในหลักการของ Gann’s 50% Retracement Rule

 

Gann เห็นว่าการดีดตัวหรือวกตัวของราคาเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเคลื่อนไหวเดิม มักจะเกิดที่ระดับ 50% หรือ 4/8 แต่ถ้าหากว่าหลุดแนวดังกล่าวไปอีก แนวถัดไปที่ถูกคาดหมายว่าจะมีการดีดตัวหรือวกตัวจะเป็นที่ระดับ 62.5% หรือ 5/8 ที่เคยกล่าวไว้ใน percentage retracement ข้างต้นนั้นเอง

 

ในทางปฏิบัติของ Gann’s 50% Retracement Rule เราจะทำกันอย่างไร? ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ผู้อ่านคงต้องมาทำความเข้าใจคำนิยาม (definitions) ของตัวอักษรที่จำเป็นในการหาระดับ Retracement ดังกล่าวก่อน

 

 นิยาม

 

L1 คือ เส้น 63 องศาที่ลากจากจุด P2

 

L2 คือ เส้น 45 องศาที่ลากจากจุด P2

 

L3 คือ เส้น 45 องศาที่ลากจากจุด P3

 

P1 คือ จุดสูงสุดที่มีนัยสำคัญ (หรือจุดต่ำสุดที่มีนัยสำคัญ) ซึ่งจะเป็นจุดพื้นฐานในการสร้าง 50% Retracement zone คำถามที่ตามาก็คือ เมื่อไรใช้จุดสูงสุดเป็นจุด P1? คำตอบก็คือ ใช้ในกรณีที่แนวโน้มเปลี่ยนจากขาขึ้น (bull หรือ uptrend) เป็นขาลง (bear หรือ downtrend) และหากสังเกตจะพบว่า จุดยอด P1 เมื่อเทียบกับยอดข้างเคียงของมัน จะเป็นจุดที่โดดเด่นที่สุด มาถึงตรงจุดนี้ ผู้อ่านย่อมจะทราบได้ทันทีว่า ในกรณีที่กลับกับข้างต้น ก็จะใช้จุดต่ำสุดเป็นจุด P1 นั่นเอง

 

P2 คือ จุดต่ำสุดที่มีนัยสำคัญ (หรือจุดสูงสุดที่มีนัยสำคัญ) หลังจากที่ราคาได้ผ่านจุด P1 มา แล้ว แต่จุด P2 นี้ จะเกิดขึ้นก่อนที่ราคาจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ Retracement zone

 

P3 คือ จุดที่เกิดจากการตัดกันระหว่างเส้นแนวนอนที่ลากมาจากจุด P1 กับเส้นแนวตั้งที่ลากมาจากจุด P2

 

RZH คือ ขอบจำกัดขั้นสูงของการแกว่งตัว (Retracement zone high) ซึ่งในกรณีแนวโน้มขาขึ้น จะเกิดขึ้นจากการตัดกันระหว่างเส้น L1 กับเส้น L3 แต่สำหรับแนวโน้มขาลงจะเกิดจากการตัดกันระหว่างเส้น L2 กับเส้น L3

 

RZL คือ ขอบจำกัดขั้นต่ำของการแกว่งตัว (Retracement zone low) ซึ่งในกรณีแนวโน้มขาขึ้น จะเกิดขึ้นจากการตัดกันระหว่างเส้น L2 กับเส้น L3 แต่สำหรับแนวโน้มขาลงจะเกิดจากการตัดกันระหว่างเส้น L1 กับเส้น L3

 

S4 คือ เส้นจำกัดความเสี่ยง (stop loss) ซึ่งถูกใช้เมื่อราคาออกจาก Retracement zone โดยปกตินิยมใช้เส้น 26 องศา ที่ลากมาจากจุด P3 แต่สำหรับกรณีที่การเคลื่อนไหวของราคาเป็นไปอย่างรวดเร็วหรือเกิด Gaps ขึ้น เส้น S4 นี้ สามารถที่จะใช้มุม 45 องศาแทน 26 องศาได้

 

S5 คือ เส้นจำกัดความเสี่ยง เมื่อราคาได้เข้ามาอยู่ใน Retracement zone แล้ว ซึ่งลากจากจุด Minor low (หรือจุด Minor high แล้วแต่กรณี) โดยมีมุมองศาต่างๆกัน เช่น 45, 63, 75 และ 82 องศา

 

Minor high คือ จุดยอดทีเกิดขึ้น ก่อนที่ราคาจะเข้าสู่ Retracement zone ซึ่งหากเทียบจุดนี้กับจุดยอดข้างเคียงในบริเวณนั้น จะเห็นได้ว่า ตัวของมันจะสูงเป็นลำดับที่ 2 หรือพูดง่ายๆว่า ยอดก่อนหน้ำมันสูงกว่ามัน ขณะที่ยอดที่เกิดขึ้นหลังตัวมันจะต่ำกว่ามัน และ Minor high นี้ ถูกใช้ในกรณีของตลาดขาลง (bear market)

 

Minor low คือ ก้นบึ้งที่เกิดขึ้น ก่อนที่ราคาจะเข้าสู่ Retracement zone ซึ่งหากเทียบจุดนี้กับก้นบึ้งข้างเคียงในบริเวณนั้น จะเห็นได้ว่า ตัวของมันจะอยู่ลึกเป็นลำดับที่ 2 หรือพูดง่ายๆว่า ก้นบึ้งก่อนหน้ามันจะอยู่ต่ำกว่ามัน ขณะที่ก้นบึ้งที่เกิดหลังมันจะตื้นกว่ามัน และ Minor low นี้ ถูกใช้ในกรณีตลาดขาขึ้น (bull market)

การสร้าง Retracement zone

 

จากนิยามข้างต้น เราจะมาลองเริ่มหา Retracement zone กัน โดยขั้นแรกเริ่มนั้นเราต้องหาจุด P1, P2 และ P3 ก่อน โดยอาศัยนิยามของจุดเหล่านี้

 

สำหรับขั้นต่อไป ก็จะเริ่มนำจุด P2 และ P3 มาใช้ โดยเป็นจุดเริ่มในการลากเส้น ทั้ง L1, L2 และ L3 แต่เส้นไหนจะคู่กับจุดไหน? ดูได้จากนิยามที่ได้ให้ไว้ ซึ่งการตัดกันของเส้น L1 กับ L3 (จุด A) จะเกิดเป็น Retracement zone high ซึ่งอยู่ที่ระดับ 8,200 จุด ขณะเดียวกัน การตัดกันของเส้น L2 กับ L3 (จุด B) ก็จะเป็น Retracement zone low ซึ่งอยู่ที่ระดับ 7,750 จุด

 

ที่จุด P3 นอกจากจะลากเส้น L3 แล้ว เรายังทำการลากเส้น S4 ซึ่งเป็น stop loss line ด้วย นอกจากนี้ ยังกำหนดให้จุด X เป็น Minor low ในการลากเส้น 45 องศา ซึ่งเป็น stop loss line (S5) อีกเส้น (แม้ว่าท่านผู้อ่านบางท่าน อาจจะเห็นว่ามีจุดอื่นที่อาจจะเป็นจุด Minor low ที่ดีกว่า แต่ในที่นี้ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการอธิบาย รวมถึงไม่ต้องการให้มีเส้น trend มากเกินไปในรูป จนเกิดความยุ่งเหยิง ในการดูหรือการอธิบาย จึงได้ทำการเลือกจุด x นี้ ให้เป็น Minor low

 

 

 

จากรูปจะเห็นได้ว่า FIN index นั้น ได้มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงต้นเดือนมิถุนายน ก่อนที่จะเริ่มมีการดีดตัวกลับ โดยมีแนวต้านในช่วง 7,7500 - 8,200 จุด จาก Retracement zone ภายใต้ Gann’s 50% Retracement Rule ที่กล่าวมาข้างต้น นัยสำคัญของ zone นี้ จุดแรกจะเห็นได้จาก การที่ FIN index เมื่อได้เคลื่อนตัวเข้ามาใน zone นี้ จนถึงบริเวณจุด C ก็ได้มีการปรับตัวลง ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับนิยามของแนวต้าน อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงมานั้น ยังคงไม่หลุดออกมาจาก Retracement Rule สังเกตได้จากในรูป ที่มีการดีดตัวกลับขึ้นไปอีกครั้ง (หลังจากที่ FIN index อ่อนตัวลงมาทดสอบแนว RZL ที่ระดับ 7,750 จุด) และเคลื่อนตัวต่อเนื่องขึ้นไปจนถึงระดับ RZH ที่บริเวณจุด D ซึ่งโดยปกติแนวนี้จะเป็นจุดที่มีแรงขายออกมาเพราะเป็นแนวต้าน

 

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า FIN index ได้ทะลุแนวดังกล่าวขึ้นไป ดังนั้น ผู้ที่ขายหุ้นออกไปจะเริ่มรู้สึกว่าเป็นการเสียของหรือไม่น่าจะขายออกไปเลย แต่หากมานั่งพิจารณาดู จะพบว่า หากพิจารณาจากหลักการนี้อย่างเดียว โดยไม่ได้นำเครื่องชี้ใดๆมาประกอบ ผู้ที่ขายของออกไปนั้น คงไม่มีทางรู้ว่าที่จุด D ในขณะนั้น จริงๆแล้ว FIN index จะมีโอกาสที่จะทะลุออกไปหรือเปล่า คำถามที่ตามมาคือ เราจะรีบกลับเข้าไปซื้อของที่เราขายออกไปเลยหรือเปล่า? คำตอบคือ ผู้ที่ได้ขายของนั้นไป ควรที่จะมีตัวกรอง (filter) ซึ่งในที่นี้อย่างน้อยก็คือ เส้น S4 นั่นเอง ว่าจะควรหรือไม่ที่จะรีบกลับเข้าไปซื้อ และจากรูปจะเห็นได้ว่า ผู้ที่ขายของออกไปนั้น ไม่ต้องรีบเลย เพราะ FIN index ยังคงไม่สามารถทะลุเส้น S4 (stop loss line) แถมยังมีการอ่อนตัวลงกลับเข้ามาอยู่ใน Retracement zone ด้วยซ้ำไป ซึ่งเมื่อมาถึงตอนนี้ที่แนว 8,200 จุด ก็จะกลับมาเป็นแนวต้านอีกครั้ง ที่มีนัยสำคัญ หรือเหนียวพอที่ FIN index ไม่สามารถทะลุขึ้นไป (สังเกตได้จากบริเวณจุด F)

 

จริงๆแล้ว หากพิจารณาย้อนหลังกลับไป จะเห็นได้ว่า จุดที่เราทำการระบายหุ้นออกไปจะอยู่ที่ จุด C และ D ซึ่งถ้าเราได้ระบายหุ้นไปที่ระดับดังกล่าวจนหมด ดังนั้น เมื่อมาถึงตรงจุด G ซึ่งเป็น stop loss line อีกเส้น เราก็ไม่เหลือของที่ต้องขายอีก แต่ในแง่ของกลยุทธ์ (strategy) คงไม่จำเป็นที่ต้องระบายหุ้นตรงจุด C หรือ D จนหมด ซึ่งหนึ่งในหลายๆวิธีการ อาจจะได้แก่ ทยอยทำกำไรไปทีละส่วน สมมติว่าที่จุด C ขายออกไป 50% ของพอร์ท โดยไม่ได้ลงมาเก็บของกลับที่แนว RZL ดังนั้นเมื่อ FIN index เคลื่อนตัวมาที่ระดับ 8,200 จุด (จุด D) เราระบายของออกไปอีก 20% เพราะอาจจะไม่แน่ใจว่า FIN index จะอ่อนตัวลงหรือเปล่า แต่เพื่อต้องการลดความเสี่ยงลง จึงทำการระบายหุ้นออกไป

 

จากตัวอย่างข้างต้น จะยังคงเห็นได้ว่า FIN index ยังมีการเคลื่อนตัวต่อขึ้นไปอีก ซึ่งถ้าทะลุเส้น S4 ขึ้นไป คงต้องมีการเข้ามาเก็บของกลับกันบ้าง แต่ FIN index ก็ไม่อาจทะลุ S4 ขึ้นไป แถมยังมีการอ่อนตัวลงมาอีก ซึ่งผู้เล่นตอนนี้ยังคงมีหุ้นอยู่ในมืออีก 30% ก็คาดว่า ถ้าเมื่อไร FIN index มีการดีดตัวขึ้น ก็จะทำการขายส่วนที่เหลือออกไป แต่จะเห็นได้ว่า การดีดตัวนั้นแทบจะไม่มี จนกระทั่ง FIN index กลับเข้ามาอยู่ที่ Retracement zone อีกครั้ง และพยายามที่จะทะลุ RZH ขึ้นมาตรงจุด F ผู้เล่นตอนนั้น กลัวว่าหากขายส่วนที่เหลือ 30% ออกไป หากมันวิ่งขึ้นไปต่อ ก็จะเกิดความเสียดายจึงยังไม่อยากขาย

 

ผลไม่เป็นอย่างที่ผู้เล่นคาดการณ์ FIN index ได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องอีก จากจุด F มาถึงจุด H ซึ่งสำหรับผู้เล่นที่ใช้หลักของ stop loss line (S5) ก็คงได้มีโอกาสฉากตัวเองออกไปได้ทันที่จุด G โดยการขายส่วนที่เหลือ 30% นี้กลับที่จุด H อีกที โดยมีการระบายหุ้น 30% ที่ซื้อมาเพื่อทำกำไรระยะสั้น ออกไปอีกทีที่ระดับ 8,200 จุด (จุด I) ตอนนี้หุ้นหมดแล้ว จริงไหมครับ?

 

แต่ปรากฏว่า FIN index ขยับตัวขึ้นต่อโดยสามารถทะลุแนว stop loss line (S4) ขึ้นไป ดังนั้น จึงต้องทำการซื้อกลับที่จุด J อย่างไรก็ตาม การกลับเข้ามาซื้อที่จุด J จะเป็นสัดส่วนเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับการชั่งใจของผู้เล่นแต่ละบุคคลครับ

 

การผสมผสาน percentage retracements

กับ Geometric Angles line

 

จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งในส่วนของ percentage retracement กับ Geometric Angles line ท่านผู้อ่านคงอยากจะทราบว่า ในเมื่อเราทราบหลักการในแต่ละส่วนแล้ว มันจะสามารถนำมาใช้รวมกัน ได้หรือไม่? เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คำตอบคือ มันสามารถที่จะถูกนำมาใช้รวมกับได้ครับ Gann เน้นการใช้ Geometric Angles line ที่แปลงมาจาก Geometric Angles line ที่ลากจากจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดที่เด่นชัด (แล้วแต่กรณี) อยู่ 3 เส้น คือ เส้น 45 องศา (1 x 1) , เส้น 63.5 องศา (1 x 2) และเส้น 26.5 องศา (2 x 1) ควบคู่กับระดับ percentage retracement ฯ ระดับ 37.5%, 50% และ 62.5% ซึ่งเหตุที่ใช้ Geometric Angles line และ percentage retracement เหล่านี้ เนื่องมาจาก มันให้จุดศูนย์ถ่วง (center of gravity) ที่ดีกว่าแนวอื่น

 

Gann เห็นว่า การเกิดแนวรับแนวต้าน ที่มีนัยสำคัญ จะอยู่ที่ระดับ 50% retracement ผนวกกับเส้น 45 องศา ซึ่งจากรูป 12.2 ข้างล่างนี้ จะเห็นได้ว่า หลังจากที่ราคาหุ้น TC ได้มีการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับราคาประมาณ 75 บาท ลงมาถึงที่ระดับ 30 บาท ก่อนที่จะมีการดีดตัวขึ้น ซึ่งตอนนี้ เราลองมาใช้หลักการของเส้น 45 องศาและ 50% retracement ดู ว่าจะประยุกต์ใช้กับกรณีนี้ได้หรือไม่? ผลที่ได้ก็คือ การผนวกกันระหว่างเส้น 45 องศา (1 x 1) กับ 50% retracement ซึ่งก่อให้เกิดจุดศูนย์ถ่วงนั้น กลายเป็นแนวต้านที่มีนัยสำคัญในกรณีนี้ จนส่งผลให้ราคาของ TC เมื่อมาถึงตรงจุด A แล้วมีการปรับตัวลง

 

 

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นเท่านั้น หุ้นบางตัวอาจจะไม่สนใจระดับดังกล่าวก็ได้ ดังนั้น วิธีการนี้ควรที่จะต้องพิจารณาควบคู่กับกระบวนยุทธ์อื่นๆด้วย

 

นอกจากนี้ Geometric Angles line ที่ผสมผสานกับ percentage retracement แล้ว ยังมีการสอดแทรกกระบวนยุทธ์เพิ่มเติมเข้าไปอีก โดยมองว่าที่จุดหรือระดับอันเกิดจากการตัดกันหรือเชื่อมกัน (conjunction) ของเส้นที่ลากลงมาจากจุดยอดตามมุมเรขาคณิต กับเส้นที่ลากขึ้นมาจากจุดต่ำตามมุมเรขาคณิต จะมีผลในการเป็นแนวรับแนวต้าน รวมถึงเวลาที่แนวโน้มจะมีการเปลี่ยนแปลง ยิ่งเมื่อเวลาที่เส้นเหล่านี้ตัดทำมุม 90 องศาซึ่งกันและกัน ยิ่งเพิ่มความมีนัยสำคัญมากขึ้น และจะยิ่งทวีความมีนัยสำคัญมากขึ้น ถ้าจุดตัดหรือระดับเหล่านี้ เกิดในบริเวณที่สอดคล้องกับระดับของ percentage retracement อย่างไรก็ตาม Gann ก็ยังมีลูกเล่นอีก กล่าวคือ นอกจากจะลากเส้นจากยอด หรือจุดต่ำสุดตามมุมเรขาคณิตแล้ว เขายังอาศัยจุดศูนย์ หรือจุดกำเนิด (original) ด้วยเช่นกัน เพราะเขาเชื่อว่าเส้นที่ลากจากจุดศูนย์หรือจุดกำเนิดนี้จะมีนัยสำคัญในอนาคต

 

ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้ เป็นเพียงหลักการเบื้องต้น และการประยุกต์ใช้บางประการของ Gann theory อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้อ่านควรที่จะนำหลักการในเรื่องอื่นๆทั้งที่ได้กล่าวมาแล้ว และที่กำลังจะกล่าวต่อไป เข้ามาช่วยเสริมในการคาดการณ์ด้วย เพื่อปิดจุดบอดหรือลดความเสี่ยงลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

 

 

Visitors: 27,873