money literacy

พื้นฐานแรก

 

เราอาจคิดว่าคณิตศาสตร์มีส่วน ช่วยให้เราได้เปรียบคนอื่นอย่างไร ก็เหมือนกับ เราทึ่งในเทคนิคของมายากลนั่นเองที่ทำในสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้แต่พอ เรารุ้ทริคก็อ๋อ ในโลกใบนี้เต็มไปด้วยกลยุทธ์ต้มตุ๋นมากมายที่เราคาดไม่ถึง บางอย่างเราไม่สามารถเชื่อได้ด้วยตา ดังเช่นมายากล สิ่งที่เราสามารถพึ่งพาได้ก็คือตรรกะเท่านั้น 
 
มาเริ่มกันที่พื้นฐานก่อนเป็นธรรมดาที่คนส่วนใหญ่ดูถูกในความรู้พื้นฐานที่ เรียกว่าง่ายๆใครๆก็รู้ แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจถึงตรรกะพื้นฐานนั้นอย่างแท้จริงจนนำมาใช้ สมการแรกเลยนี่เป้นสมการ basic ที่คาสิโนหลอกกินตังนักพนันมาไม่รุ้เท่าไรแต่เราก็ยังไม่ใส่ใจมัน โดนคาดหวังว่าเราจะเป้นผู้โชคดี ซึ่งเหนือกว่าคนอื่น ตย.แรก จากการโยนเหรียญมันดูง่ายเพราะไม่มีแต้มต่อ โอกาสเกิดก็เท่าๆกัน แต่เพื่อง่ายต่อการเข้าใจและเรียนรู้เราจึงศึกษาจากสิ่งที่ simple ก่อน กรณีโยนเหรียญซึ่งไม่มีแน่ในบ่อน หรือถ้ามีการแทงสูงต่ำ ก็จะเป้นการล็อคเสียส่วนใหญ่ เพราะค่า expect จะเป็น 0 ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบนั่นเอง รูปแบบนี้เรามีโอกาสได้เสียพอๆกันกล่าวคือลุ้นดวงนั่นเองถ้าเหรียญไม่ bias นะ ดังนั้นจากสมการเช่นนี้นักพนันอาชีพจะไม่เลือกเล่นนั่นเอง เค้าจะเลือกเหตุการที่ทำให้ค่า expect มากกว่า 0 เท่านั้น ทีนี้พอก้าวเข้าสู่ตลาดการเงิน หรือ เกมการพนันที่มีแต้มต่อต่างๆ ค่านี้จะผันแปรไปเรื่อยๆตามแล้วแต่เหตุการณ์ หรือการไหลของแต้มต่อ สิ่งที่เราทำได้หากจะเล่นสไตล์นี้คือ การคาดการณ์โอกาส เช่น ถ้าเราถนัดในหุ้น เราจะคาดการณ์โอกาสของมันได้ง่าย ยกตัวอย่าง index ของดาวโจร มีโอกาสที่ราคาลงมาเล่นต่ำกว่าราคาปิดเมื่อวานอยู่เสมอๆ หรือราวๆ 40% หากเป็น เทรนขึ้นแล้วดัชนีไม่ปิดแถวๆไฮเป็นต้น ดังนั้นหากแต้มต่อมากพอจนถึงค่า expect เป็น + เราจึงทำการเล่นนั่นเอง นี่เป็นการคำนวนพื้นฐานที่เราต้องไวและมีอยู่ในหัวเสมอ เพราะมันจะช่วยให้เราได้เปรียบคนอื่น














  http://mudleygroup.blogspot.com

Risk of Ruin : โอกาสของการหมดตัว

Risk of Ruin : โอกาสของการหมดตัว

วันนี้เราจะย้อนกลับมาพูดถึงเรื่องของ Money Management กันบ้าง สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงนั้น เกี่ยวพันถึงความเป็นและความตายในฐานะของนักเล่นหุ้นกันเลยทีเดียว Risk of Ruin หรือโอกาสที่คุณจะหมดตัวนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยมันเป็นองค์ประกอบที่เกิดจากความเสี่ยง (Risk Exposed) ซึ่งมาจากขนาดการลงทุน (Position Size) และประสิทธิภาพของระบบการลงทุนของคุณเอง ระบบใครก็ระบบมัน ดังนั้น เราจึงควรที่จะรู้ว่าความเสี่ยงของตัวเราเองนั้นมีอยู่มากน้อยแค่ไหนครับ

คุณจะอยู่รอดในตลาดหุ้นได้ก็ต่อเมื่อ.. คุณเคารพต่อกฏของมัน
Risk of Ruin นั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ได้ถูกศึกษาอย่างจริงจรังจากทั้งนักคณิตศาสตร์, นักการพนันและนักลงทุนมาอย่างเนิ่นนานแล้ว ทฤษฏีเบื้องหลังของมันถูกอิงมาจากสูตรทางคณิตศาสตร์ซึ่งจะบอกให้คุณได้รู้ ว่า จากประสิทธิภาพของระบบการลงทุน และระบบ Money Management ของคุณนั้น คุณมีโอกาสมากแค่ไหนที่จะหมดตัวนั่นเอง
โดยปกติแล้ว เราทุกคนต้องการที่จะออกแบบระบบการลงทุนในส่วนของ Money Management ให้ดีพอจนแน่ใจได้ว่าโอกาสหมดตัวของเรานั้นเป็นศูยน์ (ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีอะไรที่สามารถรับประกันได้อย่างแน่นอนก็ตาม) อย่างไรก็ดีในเบื้องต้นแล้ว สมการของการหา Risk of Ruin นั้นจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 (0 คือไม่มีความเป็นไปได้ ส่วน 1 คือ 100% ไม่ช้าไม่นานยังไงต้องเจ๊งแน่นอน!) โดยมันจะถูกอ้างอิงจากตัวแปรหลักๆสามตัวดังต่อไปนี้

1. Wining Ratio (อัตราความแม่นยำ) ซึ่งจะถูกคำนวนจากจำนวนครั้งที่คุณมีกำไรจากการซื้อขายหุ้นของคุณทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น หากระบบของคุณมีความแม่นยำอยู่ที่ 40 ใน 100 ครั้ง คุณจะมี Wining Ratio เท่ากับ 40% และมี Losing Ratio (อัตราความผิดพลาด) อยู่ที่ 60% นั่นเอง

2. Payoff Ratio (อัตราต่อรอง หรือผลตอบแทนต่อความเสี่ยงในการซื้อขายโดยเฉลี่ย) ซึ่งจะถูกคำนวนจาก Average Wining Trades (ผลกำไรโดยเฉลี่ยในแต่ละครั้ง) หารด้วย Average Losing Trades (ผลขาดทุนโดยเฉลี่ยในแต่ละครั้ง) หรือพูดง่ายๆก็คือ มันบอกให้คุณรู้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วคุณได้กำไรเป็นกี่เท่าของการขาดทุนที่เกิด ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากค่าของมันอยู่ที่ 3:1 นั่นหมายถึงคุณจะได้กำไรครั้งละสามเท่าของการขาดทุนนั่นเอง

3. Percent of Capital Exposed to Trading (ความเสี่ยง หรือสัดส่วนที่จะยอมขาดทุนคิดเป็นร้อยละของเงินทุน) พูดง่ายๆก็คือ นี่คือสิ่งที่คุณจะกำหนดเอาไว้ว่าคุณจะยอมเสียเงินครั้งละมากแค่ไหนในแต่ละ ครั้ง (คิดเป็น%) เมื่อเทียบจากเงินทุนที่คุณมีอยู่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่สำหรับคนทั่วๆไปหรือมือใหม่นั้น มันไม่ควรที่จะเกินครั้งละ 2% ของเงินทุนที่คุณมีอยู่ หรือคุณอาจจะสามารถหามันออกมาจากสมการของ Kelly ที่ใช้หาค่า Optimal F ก็ได้
สิ่งที่น่าสนใจจากสมการ Risk of Ruin ก็คือ มันจะค่อยลดลงเมื่อ Payoff Ratio ของคุณสูงขึ้น หรือเมื่อ Winning Ratio ของคุณเพิ่มมากขึ้น ในทางกลับกันแล้ว Risk of Ruin จะมีค่าที่สูงขึ้นเมื่อคุณยอมเสี่ยงหรือขาดทุนมากขึ้นในการซื้อขายหุ้นแต่ละ ครั้งนั่นเอง
สูตรการคำนวนหา Risk of Ruin
สำหรับสูตรการคำนวน Risk of Ruin นั้นมีอยู่หลายเจ้าเหมือนกัน วันหลังหากมีโอกาสผมจะมาเขียนอธิบายให้ฟังต่อนะครับเพราะค่อนข้างจะซับซ้อน อยู่ (ผมกับวิชาเลขนี่ก็แบบว่าถูกกันมากเลย 55) โดยข้างล่างจะเป็นสูตรของเจ้าพ่อเรื่อง Trading System นั่นก็คือ Perry Kaufman ครับ ถ้าใครไม่มึนก็คำนวนไปได้เลย แต่ถ้ามึนๆหน่อย ลองอาศัยตารางของ Nauzer J. Balsara ดูก็ได้ครับว่า Impact ของตัวแปรต่างๆเป็นอย่างไรกันบ้าง

สูตรการหา Risk of Ruin โดย Perry Kaufman จากหนังสือ New Trading Systems and methods 4th Edition
Risk of Ruin Formula by Kaufman thumb Risk of Ruin : โอกาสของการหมดตัว

ตาราง Risk of Ruin ของ Nauzer J. Balsara : ผล Risk of Ruin โดยมีอัตราเสี่ยงครั้งละ 10% ของเงินทุน (*สมมุติว่าขาดทุนครั้งละ 10% ของเงินทุน ไม่ใช่การขนาดของการลงทุนในแต่ละครั้งที่ 10% นะครับ)

Risk of Ruin Probabilities Payoff Ratio 1 to 1 Payoff Ratio 2 to 1 Payoff Ratio 3 to 1 Payoff Ratio 4 to 1 Payoff Ratio 5 to 1
Win Ratio 25% 100 % 100 % 99 % 30.3 % 16.2 %
Win Ratio 30% 100 % 100 % 27.7 % 10.2 % 6.0 %
Win Ratio 35% 100 % 60.8 % 8.2 % 3.6 % 2.3 %
Win Ratio 40% 100 % 14.3 % 2.5 % 1.3 % 0.8 %
Win Ratio 45% 100 % 3.3 % 0.8 % 0.4 % 0.3 %
Win Ratio 50% 99 % 0.8 % 0.2 % 0.1 % 0.1 %
Win Ratio 55% 13.2 % 0.2 % 0.1 % 0.1 % 0.0 %
Win Ratio 60% 1.7 % 0.0 % 0.0 % 0.0 % 0.0 %

ตาราง Risk of Ruin ของ Nauzer J. Balsara : ผล Risk of Ruin โดยมีอัตราเสี่ยงครั้งละ 20% ของเงินทุน 

Risk of Ruin Probabilities Payoff Ratio 1 to 1 Payoff Ratio 2 to 1 Payoff Ratio 3 to 1 Payoff Ratio 4 to 1 Payoff Ratio 5 to 1
Win Ratio 25% 100 % 100 % 98 % 55 % 40 %
Win Ratio 30% 100 % 100 % 52.2 % 31.7 % 24.7 %
Win Ratio 35% 100 % 77.9 % 28 % 18.7 % 15.3 %
Win Ratio 40% 100 % 37.6 % 15.9 % 11.3 % 9.4 %
Win Ratio 45% 100 % 18.3 % 8.7 % 6.5 % 5.8 %
Win Ratio 50% 99 % 0.9 % 4.7 % 3.8 % 3.4 %
Win Ratio 55% 36.8 % 4.4 % 2.5 % 2.1 % 2.0 %
Win Ratio 60% 13.0 % 2.0 % 1.3 % 1.1 % 1.1 %


คำแนะนำสำหรับมือใหม่ : จะเห็นได้ว่าสำหรับมือใหม่แล้ว การพยายามจำกัดความเสี่ยงไว้ไม่ให้บานปลายตามสูตรมาตรฐานโดยทั่วไปนั้น (2% ในการเทรดละครั้ง หรือการจำกัดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ทไว้ที่ 6%) เป็นสิ่งที่สำคัญและไม่ควรละเมิดอย่างยิ่ง (อย่างน้อยก็จนกว่าจะแก่กล้าวิชาพอ) เพื่อเป็นการยืดอายุและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของเราออกไปให้นานที่สุด เนื่องจากคุณจะเห็นได้ว่า ยิ่งเราเสี่ยงหนักมากเท่าไหร่ Risk of Ruin ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น

Note : มองแล้วจะเห็นว่าไม่แปลกเลยที่คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่จะเจ๊งหุ้น เพราะพวกเขามักปล่อยให้ตัวแปรตัวที่ 3 (Risk – Capital Exposure) บานปลายเกินไปกว่า 10-20% ของเงินทุนแทบทุกครั้ง เรื่อง Payoff ไม่ต้องพูดถึงเพราะหุ้นขึ้นนิดหน่อยก็รีบชิงขายทำกำไรกันแล้ว ส่วนอัตราความแม่นยำก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ หวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนติดหุ้นแล้วไม่เปลี่ยนนิสัยได้เป็นอย่างดีนะ ครับ

Money Management : เพื่อนักเล่นหุ้น : คุมต้นทุน จำกัดความเสี่ยง!

 Money Management : เพื่อนักเล่นหุ้น : คุมต้นทุน จำกัดความเสี่ยง!  

สวัสดีครับ วันนี้ผมมีอีกแง่มุมหนึ่งเพื่อใครที่ยังไม่เคยฉุกคิดสนใจ ถึงการใช้ Money Management เข้ามาช่วยในการเล่นหุ้น แต่ใหนแต่ไร เรามักจะได้ยินคนส่วนใหญ่พูดถึงกันว่า Money Management ไม่ ใช่เรื่องสำคัญสำหรับนักเล่นหุ้นรายย่อย แต่ผมเห็นกลับกันว่า นี่เป็นความคิดที่ผิดที่สุดที่จะผิดได้ และสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นความเชื่อของนักลงทุนส่วนใหญ่ไปแล้วด้วยว่า ความลับที่สำคัญที่สุดในการเล่นหุ้นอยู่ที่การเลือกหุ้นให้แม่นยำที่สุด ผมยอมรับว่าความแม่นยำเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ตลาดหุ้นเป็น “ความน่าจะเป็น” ไม่มีทางที่เราจะถูกทางทุกครั้งแน่นอน มีคนพูดบ่อยๆว่า นักเล่นหุ้นทางเทคนิค “กำไรมา 9ครั้ง แต่ผิดครั้งเดียวเจ๊ง!” ผมมีวิธีแก้ครับ

คำถามที่ควรถามนั้นไม่ได้อยู่ที่ว่า “จะเลือกหุ้นอย่างไรให้ แม่นๆ ?” แต่อยู่ที่ว่า “จะทำอย่างไรให้มีกำไรถึงแม้จะเลือกหุ้นได้ไม่แม่น ?” นี่คือสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรุ้จากการเล่นหุ้นก็คือ “เมื่อเก็งผิดต้องเจ็บตัวน้อย เมื่อถูกทางต้องได้เยอะ” นี่แหละครับสูตรง่ายๆแต่ได้ผลจริง แค่เราทำข้อแรกได้ นั่นคือเมื่อเก็งผิดเราต้องเจ็บตัวน้อย ผลรวมของกำไรและขาดทุนของเราจะเปลี่ยนไปทันที ผมมีตัวอย่างง่ายๆให้ดูนะครับ

จากสถิติแล้วค่าเฉลี่ยความแม่นยำของนักเล่นหุ้นทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 62.5% (อ้างอิจจากหนังสือ Better Stock Trading ครับเรื่องจริงอาจน้อยกว่านี้ icon smile Money Management : เพื่อนักเล่นหุ้น : คุมต้นทุน จำกัดความเสี่ยง! ) นั่น หมายความว่า จากการเทรดหุ้น 16 ครั้งเรามักจะถูกประมาณ 10 ครั้ง สัดส่วนนี้ดูจะเข้าท่าอยู่นิดหน่อย หากเป็นนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่ก็อาจจะพอใจ หากใครอยากได้กำไรเพิ่มก็จะพยายามหาความรู้ในการเลือกหุ้นเพิ่มเติม แต่นั่นเป็นการทำงานหนักแต่ไม่ฉลาดเท่าไหร่ครับ! เราสามารถทำกำไรเพิ่มเติมได้ โดยไม่ต้องเพิ่มความแม่นยำของเราขึ้นเลยแค่ เพียงเรา ควบคุมต้นทุนและลดการขาดทุนจำกัดความเสี่ยงโดยรวมของ Portfolio จากการเทรดหุ้นในแต่ละครั้งลงไป โดยทำการประเมิณ Position Sizing หรือจำนวนหุ้นให้เหมาะสม เราจะสามารถเห็นผลความแตกต่างได้ทันทีอย่างในตารางนี้ครับ

 Money Management : เพื่อนักเล่นหุ้น : คุมต้นทุน จำกัดความเสี่ยง!

เริ่มเห็นแสงสว่างเล็กๆขึ้นกันบ้างหรือยังครับ สำหรับคนที่เชื่อว่า Money Management ไม่สำคัญขนาดที่ควรจะต้องใส่ใจ icon smile Money Management : เพื่อนักเล่นหุ้น : คุมต้นทุน จำกัดความเสี่ยง! เราจะสามารถเห็นได้เลยว่า ยิ่งเราขาดทุนต่อครั้งเยอะเท่าไหร่ ผลรวมของกำไรขาดทุนจะยิ่งแย่ลงไป นี่ขนาดว่า เราเล่นถูกทางถึง 62.5% หรือเกือบ 3ใน4 ครั้ง หากแค่เราขาดทุนครั้งละ 10% ของ Portfolio เราจะขาดทุนอย่างมากมาย แต่เมื่อเราลดหรือควบคุมการขาดทุนในแต่ละครั้งขึ้นมา ใน ตัวอย่างจะเห็นว่า ถ้าเรากำหนดความเสี่ยงว่าเราจะขาดทุนไม่เกิน 2% ของ Portfolio ในการเทรดหุ้นแต่ละครั้ง ผลกำไรโดยรวมของพอร์ทจะดีขึ้นเรื่อยๆ นี่คงเป็นคำยืนยันที่ดีสำหรับคำพูดที่ว่า Cut loss short !!” จริงใหมครับ
ขอขอบคุณ http://www.mangmaoclub.com

บริหารพอร์ตลงทุน forex ?

8 กรกฎาคม 2013 เวลา 19:16 น.

การบริหารพอร์ตลงทุน forex   มี หลายตำราบอกถึงการบริหารพอร์ตลงทุนคือ การบริหารความเสี่ยงในการลงทุน บางตำราอ่านแล้วก็งงเหมือนกัน ผมเองจะสรุปที่เป็นแนวทางของผมเองโดยไม่อ้างอิงตำราเล่มใหน  เผื่อจะได้เป็นแนวทางการลงทุนต่อไป

                                                   

            มีคนถามว่าจะเล่น forex อย่างไรถึงจะไม่ขาดทุน ? คำตอบที่ 1 คุณไม่ต้องเล่นมันเลยคุณก็ไม่เสีย คำตอบที่ 2  คุณต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์  มีความแม่นยำในการเข้าซื้อ  และต้องบริหารพอร์ตลงทุนของท่านอย่างระมัดระวัง         

            การเล่นหุ้นเหมือนการปลูกต้นไม้ใหญ่ ซึ่งต้องคอยดูแลลดน้ำใส่ปุ๋ย  ไม่ใช่การหว่านแห ลงอวนที่ต้องการจับปลาด้วยประมาณมาก ๆ ในคราวเดียว  การเล่น forex ก็เหมือนกันคุณต้องดูแลต้นไม้ของคุณคือ พอร์ตลงทุนของคุณให้ค่อย ๆ เติบโต อย่างช้าช้า และต้องใช้เวลา ไม่ใช่การหว่านแห ลงอวน มันหมายถึงความใจร้อนของคุณที่ทุ่มสุดตัวในการลง เมื่อผิดพลาดเกิดความเสียหายกับพอร์ตลงทุนของท่านอย่างหนัก หรือหมดพอร์ตไม่สามารถเยียวยาได้     

 

            การลงทุนที่ดีต้องค่อยเป็นค่อยไป เหมือนการปลูกต้นไม้ กว่าจะโตมันช้าแต่ "ไม่ทันใจ"  นั่นคือจุดอ่อนของมนุษย์ปุธุชนทั่วไป  ที่ไม่สามารถทนทานกับความกดดันสิ่งที่อยู่ในใจ ของตัวเองได้คือ ความอยาก 

 

          สิ่งเร้าที่อยู่ภายใน (ความใจร้อนที่ต้องการอยากให้ประสบความสำเร็จโดยเร็ว) การเล่นจำเป็นต้องฝึกฝน อย่างหนักเรื่องความอดทน หนักแน่น คุณต้องชนะตัวเองให้ได้       

 

           สิ่งเร้าภายนอก  เมื่อ ตาคุณเห็นสมองก็สั่งการให้กระโดดเข้าซื้อ  โดยไม่ได้ไตร่ตรองตามขั้นตอน  ที่ได้ฝึกฝนไว้  (คือการสร้างกฏการเล่นของตนเอง)  จึงมีโอกาสที่พลาดพลั้งได้         

           สรุปการเล่นหุ้นหรือ forex คุณต้องฝึกฝนเรื่องเทคนิคการเล่นแล้ว   คุณยังต้องศึกษาจิตวิยาการลงทุนด้วย  การเอาชนะใจต้วเองได้ผมถือว่าคุณชนะหุ้นไปกว่าครึ่งแล้ว  ต้องฝึกให้เป็นคนละเอียดรอบครอบ และอดทนรออย่างใจเย็น  

 

           โดยปกติแล้วสำหรับตัวผมเองใช้อัตราส่วนของการลงทุนคือ 100 $ ต่อการลงทุน 0.01 lot   หากมี 1000 $  ก็ใช้การลงทุน 0.10 lot   ทุกครั้งที่เล่นมีเป้าหมาย และ Stoploss ทุกครั้งไม่เคยลืม  Stoploss มันช่วยให้ท่านลอดพ้นจากมัจจุราชได้ จะอธิบายต่อไปของอัตราส่วนจุดขายควรจะสัมพันธ์กับ Stoploss ของท่านด้วย

                                               

           สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ Demo เป็นสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งคือช่วยให้คุณฝึกการซื้อขายและช่วยให้เข้าใจธรรมชาติ ของหุ้น  การลงทุนด้วยเงินจริงเป็นการหาประสบการณ์ให้ตนเอง เพราะความรู้สึกเวลาเล่น Demo กับพอร์ตจริงนั้นแตกต่างกันมาก 

 

            ท่านควรลงทุนอย่างไร ?   โดยปกตินักลงทุนหน้าใหม่ 100 %  เล่นไม่นานเงินจะค่อย ๆ ไปอย่างช้า ๆ จนในที่สุดหมดพอร์ต  สาเหตุมาจากไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้  และยังอ่อนต่อประสบการณ์จึงพลาดพลั้งได้     

 

             หนทางดีที่สุดคือ  หากคุณตั้งใจที่จะลงทุน คุณควรจัดทุนของท่านเป็น 10 ส่วน  สมมุติคุณมี 1000 $   ให้คุณแบ่งเงินทุนของท่านลงทุนครั้งละ 100 $  แล้วทดสอบเทคนิคการเล่น ประมวลผลดูว่าความผิดพลาดของคุณอยู่ตรงใหน  เขียนและจดจำเป็นกฏของตนเอง  เมื่อรู้สาเหตุแล้ว

 

              ค่อยเริ่มใหม่พอร์ตที่ 2 พยายามให้มากกว่าเดิม  ไม่ทำสิ่งที่คุณที่ผิดพลาดมาแล้วจากครั้งที่ 1 อีก หากมีข้อผิดพลาดเพิ่มให้จดจำไว้อีกเพื่อเตือนตัวเองเป็นกฏการเล่นของคุณเอง   เมื่อครบ 10 ครั้งแล้ว  คุณจะมีกฏการเล่นที่คอยควบคุมตัวเอง (เป็นเกราะคุ้มภัยตัวเอง)

             หรือไม่ประสบความสำเร็จไม่สามารถทำให้พอร์ตโตได้  ก็มีอยู่ 2 ทางคือ ควรเลิกฝืนในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้   อีกทางก็คือสู้ต่ออย่างชายชาติทหารยืดอกพกถุง  พยายามไปต่อคิดเตือนสติตัวเอง  และให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอว่า "อย่าพึ่งท้อนะ..... อย่าพึ่งท้อนะ"  ไม่นานเราจะเป็นนักเทรดที่เก่งได้.............

 


Visitors: 31,038