หลักการมอง กราฟ

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน Forex

การ วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นการวิคราะห์ภาวะทาง เศรษฐกิจ การเมืองและภาวะอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังศึกษาผลประกอบการ เช่น อัตราการเติบโตในอดีตเพื่อคาดคะเนแนวโน้มในอนาคต แล้วนำมาประเมินราคา ว่าควรมีราคาเท่าใด เทียบกับราคาในตลาดเป็นอย่างใด ทำให้เราตัดสินใจได้ว่าควรปฏิบัติอย่างไร   ตัวเลขเศรษฐกิจ ที่มีอิทธิพลต่อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างๆ มีดังนี้

1. Non-Farm Employment Change (ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร)

2. Consumer Price (อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภค)

3. Retail Sales (ตัวเลขค้าปลีก)

4. Consumer Confidence (ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค)

5. ISM Manufacturing (ดัชนีวัดการผลิตภาคอุตสาหกรรม)

ผลสรุป ตัวเลขเศรษฐกิจที่ตลาดได้ให้ น้ำหนัก และ มีผลต่อความผันผวนมากที่สุด คือตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการ เกษตร (Non-Farm Employment Change) และ อัตราว่าง งาน (Unemployment rate) โดยพิจารณาจากทั้งความผันผวน ของ VIX Index และ ดัชนีดาวโจนส์

พื้่นฐานการวิเคราะห์ Technical

แผนภูมิแท่งเทียน (Candlesticks Chart)

แผนภูมิแท่งเทียน (Candlesticks Chart) มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีประวัติย้อนหลังยาวนานมากกว่า 200 ปี ผู้คิดค้นคือ MUNEHISA HOMMA ในสมัยก่อนใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มราคา พืชผลทางการเกษตร เช่นราคาซื้อขายข้าว ภายหลังประเทศกลุ่มตะวันตกได้เห็นความมีประสิทธิภาพ จึงได้นำไปใช้วิเคราะห์ตลาดหุ้น ตลาดซื้อขายล่วงหน้า ตลาดออปชัน

เทคนิค forex รูป แบบการแผนภูมิแท่งเทียน ประกอบไปด้วยราคาเปิด ราคาปิด ราคาต่ำสุด และราคาสูงสุด และด้วยความรวดเร็วในการแสดงสัญญาณต่าง ๆ ที่ทำให้การวิเคราะห์

แบบแท่งเทียนนี้เป็นที่นิยมในปัจจุบัน และเหมาะสำหรับนักลงทุนโดยทั่วไป


เทคนิค forex แท่งเทียน

รูปภาพแผนภูมิแท่งเทียน
โครง สร้างของแท่งเทียนนั้น ประกอบไปด้วยราคาเปิด ปิด สูงสุด และต่ำสุด แท่งตรงกลางเรียกว่า แท่งเทียน (REAL BODY) ไส้เทียนทางบนเรียกว่า UPPER SHADOW และไส้เทียนทางล่าง เรียกว่า LOWER SHADOW เทคนิค forex ใน กรณีที่ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด แท่งเทียง จะเป็นสีขาว หรือสีเขียว เรียกว่า White Candlestick แสดงถึงแนวโน้มที่ดี (ราคาปรับตัวขึ้น) ในทางกลับกันในกรณีที่ ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด แท่งเทียงจะเป็นสีดำ หรือ สีแดง เรียกว่า Black Candlestick แสดงถึงแนวโน้มที่ไม่ดี (ราคาปรับตัวลง) ส่วนในกรณีที่ราคาปิด เท่ากับราคาเปิด โดยราคานั้น จะเป็นจุดสูงสุด หรือต่ำสุดหรือไม่ก็ตาม แท่งเทียนจะมีลักษณะเป็นเส้นขีดขวาง เรียกว่า Dojilestick แสดงลักษณะเป็นกลาง (มีแรงซื้อ แรงขายที่เท่ากัน) ในกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงขาขึ้น อาจแสดงถึงจุดกลับตัวเป็นขาลง หรือในกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงขาลง อาจแสดงถึงจุดกลับตัวเป็นขาขึ้นได้

แผนภูมิแบบเส้น (Line Chart)

แผนภูมิแบบเส้น (Line Chart) เป็นกราฟที่นำราคาปิดของหุ้นมาลากต่อเนื่องกันโดยไม่ใช้ ราคาเปิด, ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุดมาแสดงเลย


เทคนิค forex line chart

เนื่อง จากความเรียบง่าย ที่แสดงเพียงแค่ราคาปิดเท่านั้น ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจกราฟ และเห็นแนวโน้ม และการเคลื่อนไหวของราคา จากแผนภูมิแบบเส้นได้ง่าย แผนภูมิแบบเส้นจึงเป็นที่นิยมในการนำเสนอ การเคลื่อนไหวของราคาต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามการที่แผนภูมิแบบเส้น ไม่แสดงราคา ต่ำสุด สูงสุด และราคาเปิด ซึ่งเป็นการตัดข้อมูลบางส่วนออกไป จึงทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ไม่นิยมนำแผนภูมิแบบเส้นมาใช้ในการวิเคราะห์ หาแนวโน้มราคา แต่ใช้ แผนภูมิแบบแท่ง หรือ แผนภูมิแท่งเทียน ซึ่งแสดงข้อมูลราคา ต่ำสุด สูงสุด ราคาเปิด และราคาปิด ครบทั้งหมด
เทคนิค forex

bar chart candle chart
รูปภาพแผนภูมิแบบแท่ง รูปภาพแผนภูมิแบบแท่งเทียน

แผนภูมิแบบแท่ง (Bar Chart)

แผนภูมิแบบแท่ง (Bar Chart) เป็นกราฟที่แสดงการเคลื่อนไหวของระดับราคาหุ้น มีลักษณะเป็นแท่งแนวตั้ง ภายในแท่ง แสดงราคาปิด ราคาเปิด ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุดของหุ้น


เทคนิค forex bar chart

รูปภาพแผนภูมิแบบแท่ง ราคา เปิดใช้แทนด้วยเส้นขวางไปทางซ้าย ส่วนราคาปิดแทนด้วยเส้นขวางไปทางขวา จุดสูงสุด และต่ำสุดของแท่งคือราคาสูงสุด และต่ำสุด ตามลำดับ

เริ่มจากภาษาที่ใช้เป็นทางการที่เรียกใน กราฟ  อย่างเป็นทางการ

Market ตลาด       (ควรเรียนรู้ธรรมชาติตลาด ตลาดมีนิสัย มีความรู้สึกและมีอารมณ์ เสมอๆ)
Position sizing  จำนวนการ ซื้อ-ขาย
Entries จุดเข้าซื้อ    (รอจังหวะและหาจุดเข้าที่ดีโอกาสกำไรสูง)
Stop  จุดยอมขาดทุน   (ตัดขาดทุนให้เร็ว)
Exit การขายทำกำไร   (มองหาเป้าหมายและความน่าจะเป็นของเป้าหมาย)
Tactics กลยุทธ์     (วางแผนดี มีวิธีเล่นอย่างเป็นระบบที่แน่นอน)
หลักที่สำคัญที่สุด จุดตัดขาดทุน  Cut loss เมื่อรู้ว่าแนวโน้มวิ่งผิดทาง
                                   Cut loss เมื่อไม่เป็นไปตามระบบที่เราวางแผน
หลักการมองกราฟทางเทคนิคมองแบบ มีขึ้นและก็มีลง  ขึ้นแล้วลง  ลงแล้วก็ขึ้น 
คิดและวางแผนก่อนเริ่มการ ซื้อ-ขาย 
ซื้ออะไร ซื้อเท่าไหร่ ขายเท่าไหร่ ซื้อตอนไหน 
จุดหนี อยู่ตรงไหน(ยอมตัดขาดทุน) 
และจะขายทำกำไรเมื่อไหร่ 
ข้อคิดเตือนใจนักลงทุน
"ความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจาก อารมณ์ ของเราทั้งนั่น"
"เมื่อมองตลาดยังไม่ชัดเจน ก็ควรลดน้ำหนักการลงทุนลง"




มารู้หลักของการเรียก peak  Trough ในกราฟ 
เรียนรู้ การขึ้น ลง เหมือนการขึ้นบันได ลงบันได  
เข้าใจการขึ้น  เมื่อขึ้นแล้วเรียกว่า HH = Higher High  ย่อตัวลงมาเรียกว่า HL = Higher Low
เข้าใจการลง  เมื่อลงแล้วเรียกว่า  LL = Lower Low ย่อตัวขึ้นไปเรียกว่า LH = Lower High  
การมองกราฟ เกิดภาพลวงตาได้เสมอๆอยู่ที่การฝึกฝนจนชำนาญแล้วจะไม่โดนกราฟหลอก 
ตัวอย่างภาพ ลวงตา มองเห็นอะไร เป็นยังไง  เช่น ในกราฟก็มักจะมีอะไรที่เป็นกลไลหลายๆชั้นเช่นกัน
ตัวอย่างภาพ ลวงตา ภาพนิ่งแต่ขยับได้ เช่น มองกราฟช่วง sideway แล้วคิดว่ากำลังขึ้น คิดว่ากำลังลง
ตัวอย่างภาพ ลวงตา ภาพหลายมุมมอง เช่น มุมมองในการมองกราฟ หาจังหวะ หาเป้าหมาย หาจุดตัดขาดทุนในตลาดก็แตกต่างเช่นกัน  
"เตรียมพร้อม วางแผนให้ดี รอบคอบ ระมัดะวัง อย่าคาดหวังมากเกินไป จนเกิดความเสี่ยง''








แนวรับ(Support)   แนวต้าน (Resistance)  บอกนัยสำคัญต่างๆมากมาย หาได้ทั้งเป้าหมายและจุดตัดขาดทุน

แนวรับ ลงมารับแล้วดีดตัวขึ้นต่อ  ลงมารับแล้วย่อตัวขึ้นไปปรับฐาน ลงมารับแล้วปรับฐานจนสามารถทะลุลงต่อไปได้  
แนวต้าน ขึ้นมาต้านแล้วดีดตัวลงต่อ  ขึ้นมาต้านแล้วย่อตัวลงไปปรับฐาน ขึ้นมาต้านแล้วปรับฐานจนสามารถทะลุขึ้นต่อไปได้  

แนว รับ แนวต้านที่ดีนั่น ดูได้จากการเคลื่อนไหวของราคาในอดีต บริเวณไหนหนาแน่นบอกได้ถึงความแข็งแกร่งของระดับ แนวรับ แนวต้าน ตรงบริเวณที่ระดับราคานั่นๆ

รูป 1,2,3,4  บอกถึงแนวรับ ลงมารับ รับแล้วปรับตัว ลงมารับแล้วย่อขึ้นเพื่อปรับตัว ลงมารับแล้วลงต่อ 
รูป r1,r2,r3,r4 บอกถึงแนวต้าน ขึ้นมาต้าน ต้านแล้วปรับตัว ขึ้นมาต้านแล้วย่อลงเพื่อปรับตัว ขึ้นมาต้านแล้วขึ้นต่อ 
รูป rs1,rs2 บอกถึงแนวรับ แนวต้านที่ดี และแนวรับ แนวต้านที่ทะลุได้ง่าย













หลังจากที่รู้จักการทำ   HH = Higher High , HL = Higher Low ของแนวโน้มขาขึ้น
                        LL = Lower Low , LH = Lower High ของแนวโน้มขาลง
และรู้จัก แนวรับ,แนวต้าน รู้จักการทะลุไปต่อ รู้จักการย่อตัวของแนวโน้มนั่นๆ เมื่อเริ่มเข้าใจก็จะเริ่มหาจังหวะเพื่อเข้าเทรดได้
จังหวะ ที่เข้าที่ดีและปลอดภัย จังหวะยอมตัดขาดทุนที่ดีและขาดทุนน้อย สองอย่างนี้สำคัญเป็นอันดับต้นๆของนักลงทุนที่ควรนำไปพิจารณาให้รอบครอบ เสมอๆ







หลักการหาเป้าหมาย 
ทฤษฎี เท่า  

เริ่มจังหวะเข้าเมื่อ ย่อ ของการทำ HL ในแนวโน้มขาขึ้น 
เริ่มหาจังหวะเข้าเมื่อ ย่อ ของการขึ้นไปทำ LH ในแนวโน้มขาลง

วิ ธีัการขาขึ้นต้องหาจุดต่ำสุดให้เจอก่อนและวิ่งขึ้นไปแล้วย่อลงมาทำ HL ในแนวโน้มขาขึ้นถึงจะเริ่มลากระยะความยาวของการย่อตัวลงมาเพื่อไปเทียบหา เป้าหมายด้วยความยาว เท่า 
วิธีการขาลงต้องหาจุดสูงสุดให้เจอก่อนและ วิ่งลงไปแล้วย่อขึ้นมาทำ LH ในแนวโน้มขาลงถึงจะเริ่มลากระยะความยาวของการย่อตัวขึ้นมาเพื่อไปเทียบหา เป้าหมายด้วยความยาว 2เท่า





หลักการนำ Fibonacci เข้ามาช่วยหาการ ย่อตัวของแนวโน้มนั่นๆ
ตัวเลขที่มีนัยสำคัญของการย่อ 23.6 38.2 50.0 or 61.8  มักจะอยู่ในช่วงการย่อเสมอๆ
เมื่อย่อมาตามระดับตัวเลข 23.6 38.2 50.0 or 61.8  แล้วมักจะไปต่อตามแนวโน้มนั่นเสมอๆ 
แต่ถ้าระดับ 23.6 38.2 50.0 or 61.8 ย่อแล้วไม่ดีดกลับแสดงว่ามีโอกาสผิดทางได้เช่นกัน

เมื่อรู้การย่อแล้วก็สามารถนำมาควบรวมเพื่อหาระดับเป้าหมายหลักการ เท่าได้ 
รูปตัวอย่างที่ เมื่อหาตัวเลขระดับการย่อได้แล้ว 
รูปตัวอย่างที่ 2.1 เป็นรูปเดียวกันก็สามารถนำเอาหลักการหาเป้าหมาย เท่ามาใช้รวมกัน





ขอขอบพระคุณ  อาจารย์ the_greenday
Visitors: 58,360