แนวทางการศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิค ( อย่างย่อ )

การศึกษาเรื่องการวิเคราะห์ราคาทางเทคนิคเพื่อใช้ในการลงทุนหรือเก็งกำไร ก็เพื่อให้เราทราบสิ่งที่สำคัญ 3 เรื่องหลักๆคือ

1.     แนวโน้มราคาในปัจจุบัน อยู่ในแนวโน้มอะไร เพื่อจะได้วางแผนการกลยุทธ์ในลงทุนที่ถูกต้อง
2.    โมเมนตัม หรือราคามีความเร็วในการเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน และแรงซื้อแรงขาย ( Demand & Supply ) ฝ่ายใดกำลังได้เปรียบหรือเสียเปรียบอยู่   และสัญญาณเตือนความขัดแย้งของ ราคากับโมเมนตัม
3.     รูปแบบราคา  กำลังอยู่ในรูปแบบการกลับตัว  หรือรูปแบบการพักตัว


      ทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นหัวใจหลักสำหรับการศึกษาเทคนิเคิล ซึ่งแต่ละข้อจะมีวิธี หรือมีเทคนิคอีกมากมายในการนำมาอธิบายหรือหาคำตอบ เช่น  

      ข้อที่ 1  เราจะทราบว่าราคาขณะนี้อยู่ในแนวโน้มอะไร   ขาขึ้น / ขาลง  หรือ sideway     เราก็ต้องรู้คำจำกัดความของแต่ละแนวโน้มก่อนว่า มันมีหลักการพิจารณาอย่างไร จึงจะแยกแยะได้ถูก




เมื่อเราทราบคำจำกัดความของคำว่าแนวโน้มแล้ว เราก็นำไปเปรียบเทียบดูว่าราคาหุ้นที่เราสนใจนั้น มันเข้ากับคำจำกัดความข้อไหน ก็แสดงว่าราคากำลังอยู่ในแนวโน้มนั้น  ซึ่งพฤติกรรมของราคา ( Price Action)  ในแต่ละแนวโน้มนั้น มันก็ทำตัวไม่เหมือนกัน มีความแข็งแรงหรือความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของราคาในแต่ละขั้นไม่เหมือนกัน มีแรงผลักดันราคาขึ้นตามมาด้วยการขายทำกำไรสลับกันไป ตลอดช่วงราคาเป็นขาขึ้น แต่ทุกครั้งจะมีแรงซื้อดันราคากลับขึ้นไปทำ new high ได้หากแนวโน้มขาขึ้นนั้นยังไม่จบ ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการว่าราคาต้องทำ higher high และ higher Low ขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าแนวโน้มจะเปลี่ยนไปหรือแนวโน้มขาขึ้นนั้นจบลงแล้ว
     เราสามารถใช้ Trend Indicators  ในการแนวโน้มได้ ซึ่งมีมากมาย ที่ง่ายที่สุดคือ เส้นค่าเฉลี่ย ซึ่งใช้บอกแนวโน้มในแต่ละระยะตามช่วงเวลาที่เราสนใจได้โดยดูการชี้ขึ้น หรือชี้ลง หรือการที่เส้นค่าเฉลี่ยอยู่ในแนวระนาบ   ซึ่งก็พอบอกเราได้คร่าวๆว่า แนวโน้มในช่วงนั้นอยู่ในแนวโน้มอะไร  หรืออาจเลือกใช้ Indicators  บางตัวที่สามารถใช้ระบุแนวโน้มราคาได้เป็นอย่างดีว่าอยู่ในแนว โน้มอะไร และแนวโน้มราคานั้นมีความแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน เช่นระบบ DMS ( Directional Movement System  ที่ประกอบด้วย +DI , -DI และ ADX ) เป็นต้น  จะเห็นว่า แค่เรื่องการที่จะระบุแนวโน้มราคาหุ้นให้ได้ก็ต้องมีหลักการพิจารณา และมีตัวช่วยบอก และมีอีกหลายตัวที่เราสามารถเลือกนำมาใช้ได้ ขึ้นกับว่าเราพอใจและถนัดในการใช้งานแค่ไหน  แต่จุดประสงค์หลักคือต้องระบุ แนวโน้มราคาให้เราทราบได้


               ส่วนในข้อที่ 2 เรื่องโมเมนตัมนั้น เราใช้เพื่อบอก   ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคาในช่วงระยะเวลาหนึ่งตามที่กำหนดในสูตร  เราเรียกกลุ่มนี้ว่าเป็นกลุ่ม Momentum Oscillators    ซึ่งกลุ่มนี้ทั้งหมดจะแสดงถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาหรือความเร็วของการ วิ่งขึ้นหรือวิ่งลงของราคา หากราคามีความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคามากขึ้นโมเมนตัมก็จะมีค่าเพิ่มขึ้น แต่เมื่อราคาเริ่มเพิ่มขึ้นในอัตราความเร็วลดลง ค่าโมเมนตัมก็จะค่อยๆลดลง ( แม้ว่าราคาจะยังคงทรงตัว ) และราคามักจะปรับตัวลงตามโมเมนตัมในที่สุด ทำให้เรามักจะเห็น Price Action เกิดตามหลังพฤติกรรมของ Momentum Oscillators  เราจึงสามารถใช้กลุ่ม Momentum Oscillators เหล่านี้ในการชี้นำทิศทางราคาในระยะสั้นได้ เราเรียกว่าเป็น Leading Indicators  หรือตัวบ่งชี้นำ

    กลุ่ม indicators ที่ใช้บอก โมเมนตัมนั้นมีมากมายหลายตัว ซึ่งทุกตัวก็ใช้บอกความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคาทั้งนั้น เพียงแต่บอกในมุมมองและนัยยะที่แตกต่างกันไป เช่น Stochastic Oscillator  นั้นใช้บอกว่าราคาหุ้นในปัจจุบันนี้มันอยู่ที่ระดับสูงต่ำแค่ ไหน เทียบกับช่วงระยะ 14 วันที่ผ่านมา เช่นค่า 90-100 หมายถึงราคากำลังทำจุดสูงสุดใหม่อยู่ แต่ทำไมนักลงทุนถึงยอมซื้อที่ระดับราคาสูงนั้นต้องหาคำตอบกันเอง  และค่า 90-100 ในวันนี้กับค่า 90-100 ในช่วงเดือนที่ผ่านมาราคามันอาจแตกต่างกัน 30%-50% เลยก็ได้  ในทางกลับกันค่า Stochastic  < 20  ซึ่งอยู่ในภาวะ Oversold นั้น เรามักจะคิดว่าเป็นช่วงที่ราคาหุ้นถูก ซึ่งก็จริงหากเทียบกับช่วง 14 วันที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ต่อไปอีก 14 วันราคาหุ้นอาจลงต่อจากวันนี้ได้อีกหลายสิบเปอร์เซนต์ก็ได้  คือถูกแล้วยัง มีถูกกว่าอีกเรื่อยๆหากแนวโน้มราคามันเป็นขาลงอยู่ ดังนั้นการใช้ Momentum Oscillators  เช่น RSI  CCI  STOCHASTIC  กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่ผมเจอว่ามีการนำมาใช้อย่าง ผิดๆมากที่สุด เพราะขาดความรู้ในการใช้งานที่ถูกต้องและขาดหลักการพิจารณาอย่างเป็นขั้นตอน ทำให้การนำมาใช้งานผิดTrend    ทำให้เสียโอกาส และขาดทุนกันไป และบางคนก็พลอยโทษว่าเทคนิเคิลมันใช้ไม่ได้

   หลักการใช้ Momentum Oscillators จริงๆแล้ว เราใช้เพื่อบอกว่าราคากำลังมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการที่ราคาเปลี่ยนแปลงเร็วหรือช้ามันก็เกิดจาก Demand และ Supply  ของนักลงทุนว่า มีความคาดหวังกับราคาหุ้นตัวนั้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตัวที่ผลักดันความต้องการซื้อและความต้องการขาย ก็คือความโลภและความกลัวในขณะนั้นนั่นเอง ที่เป็นตัวสร้าง Demand และ supply ขึ้นมา  หากมี Demand มากกว่า supply  ราคาหุ้นก็จะวิ่งขึ้น จะวิ่งขึ้นมากหรือน้อยก็ขึ้นกับความแตกต่างของทั้ง 2 ฝ่าย จนบางครั้งหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีมากกว่ามากๆก็จะเกิดราคาที่เป็นช่องว่างเกิด ขึ้นเราเรียกว่า GAP   ซึ่ง GAPS ก็คือความไม่สมดุลระหว่าง Demand และ Supply ในขณะนั้น  และยิ่งไม่สมดุลมาก gap ก็ยิ่งกว้าง ซึ่งมันจะบอกนัยยะว่านักลงทุนคาดหวังว่าทิศทางราคาต่อไปจะไปทางไหน  แต่จุด หนึ่งที่จะขอเตือนคือ การเกิด GAPs ต่างๆนั้น มันมีหลายประเภท ขึ้นกับช่วงบริเวณที่เกิดว่าแนวโน้มราคาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ซึ่ง Gaps แต่ละแบบ ต้องถูกปิด ( หมายถึงราคากลับมาปิดช่องว่างนั้น) หรือบางแบบอาจไม่จำเป็นต้องถูกปิดก็ได้ ก็ต้องลองไปศึกษาต่อกัน
   ผมค่อนข้างอึดอัดใจกับคำว่า Overbought และ Oversold  สำหรับ การใช้กลุ่ม Momentum Oscillators ทั้งหลาย ที่ผมพบว่านักลงทุนมีการเข้าใจผิดและนำมาใช้กันผิดๆมากที่สุด   คำว่า Overbought หรือ ภาวะ ซื้อมากเกินไปนั้น  ที่จริงแล้ว ไม่ได้จำเป็นว่าต้องมีการซื้อมากเหมือนกับคำที่ใช้บอก แต่ที่จริงแล้วทั้ง RSI  CCI  STO  นั้น ไม่มีตัวใดเลยที่จะนำเอาปริมาณการซื้อขายเข้ามาคำนวณในสูตร ซึ่งจากสูตรทั้ง 3 ตัวนี้  ใช้เพียงราคา ( อาจเป็นราคาปิด หรือราคาเฉลี่ย ก็แล้วแต่ ) มาคำนวณความเร็วในการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของราคาหรือราคาในขณะนั้นอยู่ห่างจาก เส้นค่าเฉลี่ยแค่ไหนเท่านั้น  ซึ่งจะไปบอกว่าซื้อมากเกินไปก็คงไม่ค่อยถูก ต้องนัก น่าจะบอกว่าราคาวิ่งเร็วเกินไปมากกว่า หรือผมเรียกว่า “ Over  Up Speed “  และ “ Over Down Speed “ น่าจะถูกต้องกว่าครับ( ความเห็นส่วนตัวนะครับ )
ซึ่งใช้บอกความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคาขึ้นและลงที่เกิดจากความโลภ(ไล่ ราคาขึ้น) และความกลัว( ขายทิ้ง )  ซึ่งหากผิดปกติมากๆก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างราคาและ Momentum เกิดขึ้น เราเรียกว่า “ Divergence “ ซึ่งสามารถใช้เตือนความผิดปกติได้ และมักจะติดตามด้วยการ Correction ของราคาทุกครั้ง แต่จะรุนแรงจนเปลี่ยนเป็นการกลับตัวของราคา ( Reversal ) หรือไม่ก็ต้องขึ้นกับความโลภและความกลัวของนักลงทุนในขณะนั้นจะมีมากน้อย เพียงใดและระยะเวลานานแค่ไหน







   

     เรานำกลุ่ม Momentum Oscillators มาใช้ร่วมกับกลุ่มที่ใช้บอกแนวโน้ม หรือ Trend Indicators  ก็จะทำให้เรามีระบบที่มีทั้งตัวใช้บอกแนวโน้มราคาว่า ราคาหุ้นอยู่ในแนวโน้มไหน แล้วจึงใช้ Momentum Oscillators  เป็นตัวบอกแรงซื้อแรงขายว่า ความเร็วของการเคลื่อนที่ของราคามันขึ้นเร็วหรือช้า หรือความเร็วของราคาที่ปรับตัวลงมันยังมากหรือลดน้อยลงแล้ว  ซึ่งทำให้เราหา จังหวะในการเข้าลงทุนได้อย่างมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  โดยมีหลักการว่า  “ ให้ลงทุนตามเทรน ห้ามเล่นสวนเทรน ”  โดยหากแนวโน้มราคาเป็นขาขึ้น ให้รอซื้อช่วงราคาปรับตัวเสร็จแล้วเริ่มวิ่งขึ้นต่อตามแนวโน้มเป็นจุดเข้า ซื้อ  ไม่ใช่ไล่ราคาหุ้น   ซึ่งเทคนิคปลีกย่อยก็จะมีอีกมากมายหลายแบบหลาย เทคนิค แต่หลักใหญ่ใจความมันก็เป็นไปในแนวนี้

         ส่วนเรื่องสุดท้าย คือรูปแบบราคาที่เราจะต้องทราบคือ รูปแบบการกลับตัวของราคา ( Reversal Patterns ) และรูปแบบต่อเนื่องของราคา ( Continueous Patterns )  นั้นมันมีรูปแบบอะไรบ้างที่เราพบเห็นกันบ่อยๆ  
         รูปแบบกลับตัว เช่น Double Top  /  Head & Shoulders  อะไรพวกนี้ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าอยู่แถวบนๆ ดังนั้น เมื่อราคามันจะกลับตัว ราคาตอนนั้นก็ควรอยู่บริเวณ Overbought Area  ซึ่งหมายถึงราคามันขึ้นมาสูงและเร็ว  ยิ่งมีการเตือนด้วย Bearish Divergence  ด้วยยิ่งยืนยัน  ที่เหลือก็รอสัญญาณราคาทะลุ support trendline  ลงมา ก็ขายออกก่อน  

     ส่วนรูปแบบราคาต่อเนื่องนั้น  เป็นเพียงการพักตัวของราคาเพื่อให้นักลง ทุนระยะสั้นทำกำไรออกมา หลังจบการพักตัวราคาก็จะวิ่งไปตามแนวโน้มเดิมต่อไป เช่นรูปแบบ Flag /  Rectangle / Triangle /  Wedge / Pennant   เป็นต้น  แต่ละรูปแบบมันมีพฤติกรรมแตกต่างกัน  ลองศึกษาค้นคว้าดู ก็จะเป็นประโยชน์เช่นกัน

    เรื่องรูปแบบการกลับตัวของราคานั้น หากเราศึกษาเรื่อง Candlestick  มาบ้างและเข้าใจการใช้งานกันจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องจำรูปแบบนับร้อย แต่ให้เข้าใจว่า รูปแบบของแต่ละแท่งเทียนนั้นมันบอกการเปลี่ยนแปลงของโมเมนตัมเทียบกับแท่ง ก่อนหน้าว่าเป็นอย่างไร  นอกจากนี้ผมมักจะใช้ประโยชน์เรื่องแท่งเทียนในช่วง ที่เกิดการกลับตัวของแนวโน้มโดยการเกิดรูปแบบกลับแบบและอยู่ในบริเวณที่เป็น Overbought/Oversold  และหากมี Divergence  ด้วยก็จะยิ่งยืนยันสัญญาณการกลับตัวได้แม่นยำยิ่งขึ้น

          เราสามารถใช้เทคนิคหลายๆเทคนิคที่เปรียบเสมือนกระจกคนละมุมในการส่องภาพให้ เราเห็นและเข้าใจในมุมต่างๆของพฤติกรรมราคาที่เกิดจากความโลภและความกลัวของ นักลงทุนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น







    ที่เขียนแนวทางในการศึกษาทั้ง 3 เรื่องนั้น เพื่อให้มือใหม่ หรือนักลงทุนที่กำลังศึกษาด้านเทคนิคอยู่ได้มองเห็นว่า เราควรศึกษาเพื่อให้รู้อะไรบ้าง  และแต่ละเรื่องมันเกี่ยงโยงกันยังไงบ้าง จะได้มีแนวทางในการค้นคว้าหรือหาความรู้ต่อยอดไป จนเราเข้าใจในพฤติกรรมของราคา และสามารถนำมาใช้หาโอกาสในการสร้างผลตอบแทน และลดความเสี่ยงในการลงทุนได้  จนเมื่อใดก็ตามที่คุณสามารถอ่านกราฟและเข้า ใจว่ามันกำลังบอกอะไรคุณ ที่เหลือก็ขึ้นกับตัวคุณที่จะเลือกจังหวะลงทุนโดยให้มี Reward : Risk  สูงๆ ได้มากน้อยแค่ไหน และผลตอบแทนสูงสม่ำเสมอได้เพียงใด สิ่งที่เราควบคุมได้ คือการใช้ความรู้ในการหาโอกาสในแต่ละช่วงจังหวะของตลาด แต่เราไม่สามารถควบคุมให้ตลาดเป็นไปตามที่เราต้องการได้ 
การศึกษาเรื่องการวิเคราะห์ราคาทางเทคนิคเพื่อใช้ในการลงทุนหรือเก็งกำไร ก็เพื่อให้เราทราบสิ่งที่สำคัญ 3 เรื่องหลักๆคือ

1.     แนวโน้มราคาในปัจจุบัน อยู่ในแนวโน้มอะไร เพื่อจะได้วางแผนการกลยุทธ์ในลงทุนที่ถูกต้อง
2.    โมเมนตัม หรือราคามีความเร็วในการเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน และแรงซื้อแรงขาย ( Demand & Supply ) ฝ่ายใดกำลังได้เปรียบหรือเสียเปรียบอยู่   และสัญญาณเตือนความขัดแย้งของ ราคากับโมเมนตัม
3.     รูปแบบราคา  กำลังอยู่ในรูปแบบการกลับตัว  หรือรูปแบบการพักตัว


      ทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นหัวใจหลักสำหรับการศึกษาเทคนิเคิล ซึ่งแต่ละข้อจะมีวิธี หรือมีเทคนิคอีกมากมายในการนำมาอธิบายหรือหาคำตอบ เช่น  

      ข้อที่ 1  เราจะทราบว่าราคาขณะนี้อยู่ในแนวโน้มอะไร   ขาขึ้น / ขาลง  หรือ sideway     เราก็ต้องรู้คำจำกัดความของแต่ละแนวโน้มก่อนว่า มันมีหลักการพิจารณาอย่างไร จึงจะแยกแยะได้ถูก




เมื่อเราทราบคำจำกัดความของคำว่าแนวโน้มแล้ว เราก็นำไปเปรียบเทียบดูว่าราคาหุ้นที่เราสนใจนั้น มันเข้ากับคำจำกัดความข้อไหน ก็แสดงว่าราคากำลังอยู่ในแนวโน้มนั้น  ซึ่งพฤติกรรมของราคา ( Price Action)  ในแต่ละแนวโน้มนั้น มันก็ทำตัวไม่เหมือนกัน มีความแข็งแรงหรือความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของราคาในแต่ละขั้นไม่เหมือนกัน มีแรงผลักดันราคาขึ้นตามมาด้วยการขายทำกำไรสลับกันไป ตลอดช่วงราคาเป็นขาขึ้น แต่ทุกครั้งจะมีแรงซื้อดันราคากลับขึ้นไปทำ new high ได้หากแนวโน้มขาขึ้นนั้นยังไม่จบ ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการว่าราคาต้องทำ higher high และ higher Low ขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าแนวโน้มจะเปลี่ยนไปหรือแนวโน้มขาขึ้นนั้นจบลงแล้ว
     เราสามารถใช้ Trend Indicators  ในการแนวโน้มได้ ซึ่งมีมากมาย ที่ง่ายที่สุดคือ เส้นค่าเฉลี่ย ซึ่งใช้บอกแนวโน้มในแต่ละระยะตามช่วงเวลาที่เราสนใจได้โดยดูการชี้ขึ้น หรือชี้ลง หรือการที่เส้นค่าเฉลี่ยอยู่ในแนวระนาบ   ซึ่งก็พอบอกเราได้คร่าวๆว่า แนวโน้มในช่วงนั้นอยู่ในแนวโน้มอะไร  หรืออาจเลือกใช้ Indicators  บางตัวที่สามารถใช้ระบุแนวโน้มราคาได้เป็นอย่างดีว่าอยู่ในแนว โน้มอะไร และแนวโน้มราคานั้นมีความแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน เช่นระบบ DMS ( Directional Movement System  ที่ประกอบด้วย +DI , -DI และ ADX ) เป็นต้น  จะเห็นว่า แค่เรื่องการที่จะระบุแนวโน้มราคาหุ้นให้ได้ก็ต้องมีหลักการพิจารณา และมีตัวช่วยบอก และมีอีกหลายตัวที่เราสามารถเลือกนำมาใช้ได้ ขึ้นกับว่าเราพอใจและถนัดในการใช้งานแค่ไหน  แต่จุดประสงค์หลักคือต้องระบุ แนวโน้มราคาให้เราทราบได้


               ส่วนในข้อที่ 2 เรื่องโมเมนตัมนั้น เราใช้เพื่อบอก   ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคาในช่วงระยะเวลาหนึ่งตามที่กำหนดในสูตร  เราเรียกกลุ่มนี้ว่าเป็นกลุ่ม Momentum Oscillators    ซึ่งกลุ่มนี้ทั้งหมดจะแสดงถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาหรือความเร็วของการ วิ่งขึ้นหรือวิ่งลงของราคา หากราคามีความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคามากขึ้นโมเมนตัมก็จะมีค่าเพิ่มขึ้น แต่เมื่อราคาเริ่มเพิ่มขึ้นในอัตราความเร็วลดลง ค่าโมเมนตัมก็จะค่อยๆลดลง ( แม้ว่าราคาจะยังคงทรงตัว ) และราคามักจะปรับตัวลงตามโมเมนตัมในที่สุด ทำให้เรามักจะเห็น Price Action เกิดตามหลังพฤติกรรมของ Momentum Oscillators  เราจึงสามารถใช้กลุ่ม Momentum Oscillators เหล่านี้ในการชี้นำทิศทางราคาในระยะสั้นได้ เราเรียกว่าเป็น Leading Indicators  หรือตัวบ่งชี้นำ

    กลุ่ม indicators ที่ใช้บอก โมเมนตัมนั้นมีมากมายหลายตัว ซึ่งทุกตัวก็ใช้บอกความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคาทั้งนั้น เพียงแต่บอกในมุมมองและนัยยะที่แตกต่างกันไป เช่น Stochastic Oscillator  นั้นใช้บอกว่าราคาหุ้นในปัจจุบันนี้มันอยู่ที่ระดับสูงต่ำแค่ ไหน เทียบกับช่วงระยะ 14 วันที่ผ่านมา เช่นค่า 90-100 หมายถึงราคากำลังทำจุดสูงสุดใหม่อยู่ แต่ทำไมนักลงทุนถึงยอมซื้อที่ระดับราคาสูงนั้นต้องหาคำตอบกันเอง  และค่า 90-100 ในวันนี้กับค่า 90-100 ในช่วงเดือนที่ผ่านมาราคามันอาจแตกต่างกัน 30%-50% เลยก็ได้  ในทางกลับกันค่า Stochastic  < 20  ซึ่งอยู่ในภาวะ Oversold นั้น เรามักจะคิดว่าเป็นช่วงที่ราคาหุ้นถูก ซึ่งก็จริงหากเทียบกับช่วง 14 วันที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ต่อไปอีก 14 วันราคาหุ้นอาจลงต่อจากวันนี้ได้อีกหลายสิบเปอร์เซนต์ก็ได้  คือถูกแล้วยัง มีถูกกว่าอีกเรื่อยๆหากแนวโน้มราคามันเป็นขาลงอยู่ ดังนั้นการใช้ Momentum Oscillators  เช่น RSI  CCI  STOCHASTIC  กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่ผมเจอว่ามีการนำมาใช้อย่าง ผิดๆมากที่สุด เพราะขาดความรู้ในการใช้งานที่ถูกต้องและขาดหลักการพิจารณาอย่างเป็นขั้นตอน ทำให้การนำมาใช้งานผิดTrend    ทำให้เสียโอกาส และขาดทุนกันไป และบางคนก็พลอยโทษว่าเทคนิเคิลมันใช้ไม่ได้

   หลักการใช้ Momentum Oscillators จริงๆแล้ว เราใช้เพื่อบอกว่าราคากำลังมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการที่ราคาเปลี่ยนแปลงเร็วหรือช้ามันก็เกิดจาก Demand และ Supply  ของนักลงทุนว่า มีความคาดหวังกับราคาหุ้นตัวนั้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตัวที่ผลักดันความต้องการซื้อและความต้องการขาย ก็คือความโลภและความกลัวในขณะนั้นนั่นเอง ที่เป็นตัวสร้าง Demand และ supply ขึ้นมา  หากมี Demand มากกว่า supply  ราคาหุ้นก็จะวิ่งขึ้น จะวิ่งขึ้นมากหรือน้อยก็ขึ้นกับความแตกต่างของทั้ง 2 ฝ่าย จนบางครั้งหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีมากกว่ามากๆก็จะเกิดราคาที่เป็นช่องว่างเกิด ขึ้นเราเรียกว่า GAP   ซึ่ง GAPS ก็คือความไม่สมดุลระหว่าง Demand และ Supply ในขณะนั้น  และยิ่งไม่สมดุลมาก gap ก็ยิ่งกว้าง ซึ่งมันจะบอกนัยยะว่านักลงทุนคาดหวังว่าทิศทางราคาต่อไปจะไปทางไหน  แต่จุด หนึ่งที่จะขอเตือนคือ การเกิด GAPs ต่างๆนั้น มันมีหลายประเภท ขึ้นกับช่วงบริเวณที่เกิดว่าแนวโน้มราคาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ซึ่ง Gaps แต่ละแบบ ต้องถูกปิด ( หมายถึงราคากลับมาปิดช่องว่างนั้น) หรือบางแบบอาจไม่จำเป็นต้องถูกปิดก็ได้ ก็ต้องลองไปศึกษาต่อกัน
   ผมค่อนข้างอึดอัดใจกับคำว่า Overbought และ Oversold  สำหรับ การใช้กลุ่ม Momentum Oscillators ทั้งหลาย ที่ผมพบว่านักลงทุนมีการเข้าใจผิดและนำมาใช้กันผิดๆมากที่สุด   คำว่า Overbought หรือ ภาวะ ซื้อมากเกินไปนั้น  ที่จริงแล้ว ไม่ได้จำเป็นว่าต้องมีการซื้อมากเหมือนกับคำที่ใช้บอก แต่ที่จริงแล้วทั้ง RSI  CCI  STO  นั้น ไม่มีตัวใดเลยที่จะนำเอาปริมาณการซื้อขายเข้ามาคำนวณในสูตร ซึ่งจากสูตรทั้ง 3 ตัวนี้  ใช้เพียงราคา ( อาจเป็นราคาปิด หรือราคาเฉลี่ย ก็แล้วแต่ ) มาคำนวณความเร็วในการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของราคาหรือราคาในขณะนั้นอยู่ห่างจาก เส้นค่าเฉลี่ยแค่ไหนเท่านั้น  ซึ่งจะไปบอกว่าซื้อมากเกินไปก็คงไม่ค่อยถูก ต้องนัก น่าจะบอกว่าราคาวิ่งเร็วเกินไปมากกว่า หรือผมเรียกว่า “ Over  Up Speed “  และ “ Over Down Speed “ น่าจะถูกต้องกว่าครับ( ความเห็นส่วนตัวนะครับ )
ซึ่งใช้บอกความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคาขึ้นและลงที่เกิดจากความโลภ(ไล่ ราคาขึ้น) และความกลัว( ขายทิ้ง )  ซึ่งหากผิดปกติมากๆก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างราคาและ Momentum เกิดขึ้น เราเรียกว่า “ Divergence “ ซึ่งสามารถใช้เตือนความผิดปกติได้ และมักจะติดตามด้วยการ Correction ของราคาทุกครั้ง แต่จะรุนแรงจนเปลี่ยนเป็นการกลับตัวของราคา ( Reversal ) หรือไม่ก็ต้องขึ้นกับความโลภและความกลัวของนักลงทุนในขณะนั้นจะมีมากน้อย เพียงใดและระยะเวลานานแค่ไหน







   

     เรานำกลุ่ม Momentum Oscillators มาใช้ร่วมกับกลุ่มที่ใช้บอกแนวโน้ม หรือ Trend Indicators  ก็จะทำให้เรามีระบบที่มีทั้งตัวใช้บอกแนวโน้มราคาว่า ราคาหุ้นอยู่ในแนวโน้มไหน แล้วจึงใช้ Momentum Oscillators  เป็นตัวบอกแรงซื้อแรงขายว่า ความเร็วของการเคลื่อนที่ของราคามันขึ้นเร็วหรือช้า หรือความเร็วของราคาที่ปรับตัวลงมันยังมากหรือลดน้อยลงแล้ว  ซึ่งทำให้เราหา จังหวะในการเข้าลงทุนได้อย่างมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  โดยมีหลักการว่า  “ ให้ลงทุนตามเทรน ห้ามเล่นสวนเทรน ”  โดยหากแนวโน้มราคาเป็นขาขึ้น ให้รอซื้อช่วงราคาปรับตัวเสร็จแล้วเริ่มวิ่งขึ้นต่อตามแนวโน้มเป็นจุดเข้า ซื้อ  ไม่ใช่ไล่ราคาหุ้น   ซึ่งเทคนิคปลีกย่อยก็จะมีอีกมากมายหลายแบบหลาย เทคนิค แต่หลักใหญ่ใจความมันก็เป็นไปในแนวนี้

         ส่วนเรื่องสุดท้าย คือรูปแบบราคาที่เราจะต้องทราบคือ รูปแบบการกลับตัวของราคา ( Reversal Patterns ) และรูปแบบต่อเนื่องของราคา ( Continueous Patterns )  นั้นมันมีรูปแบบอะไรบ้างที่เราพบเห็นกันบ่อยๆ  
         รูปแบบกลับตัว เช่น Double Top  /  Head & Shoulders  อะไรพวกนี้ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าอยู่แถวบนๆ ดังนั้น เมื่อราคามันจะกลับตัว ราคาตอนนั้นก็ควรอยู่บริเวณ Overbought Area  ซึ่งหมายถึงราคามันขึ้นมาสูงและเร็ว  ยิ่งมีการเตือนด้วย Bearish Divergence  ด้วยยิ่งยืนยัน  ที่เหลือก็รอสัญญาณราคาทะลุ support trendline  ลงมา ก็ขายออกก่อน  

     ส่วนรูปแบบราคาต่อเนื่องนั้น  เป็นเพียงการพักตัวของราคาเพื่อให้นักลง ทุนระยะสั้นทำกำไรออกมา หลังจบการพักตัวราคาก็จะวิ่งไปตามแนวโน้มเดิมต่อไป เช่นรูปแบบ Flag /  Rectangle / Triangle /  Wedge / Pennant   เป็นต้น  แต่ละรูปแบบมันมีพฤติกรรมแตกต่างกัน  ลองศึกษาค้นคว้าดู ก็จะเป็นประโยชน์เช่นกัน

    เรื่องรูปแบบการกลับตัวของราคานั้น หากเราศึกษาเรื่อง Candlestick  มาบ้างและเข้าใจการใช้งานกันจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องจำรูปแบบนับร้อย แต่ให้เข้าใจว่า รูปแบบของแต่ละแท่งเทียนนั้นมันบอกการเปลี่ยนแปลงของโมเมนตัมเทียบกับแท่ง ก่อนหน้าว่าเป็นอย่างไร  นอกจากนี้ผมมักจะใช้ประโยชน์เรื่องแท่งเทียนในช่วง ที่เกิดการกลับตัวของแนวโน้มโดยการเกิดรูปแบบกลับแบบและอยู่ในบริเวณที่เป็น Overbought/Oversold  และหากมี Divergence  ด้วยก็จะยิ่งยืนยันสัญญาณการกลับตัวได้แม่นยำยิ่งขึ้น

          เราสามารถใช้เทคนิคหลายๆเทคนิคที่เปรียบเสมือนกระจกคนละมุมในการส่องภาพให้ เราเห็นและเข้าใจในมุมต่างๆของพฤติกรรมราคาที่เกิดจากความโลภและความกลัวของ นักลงทุนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น







    ที่เขียนแนวทางในการศึกษาทั้ง 3 เรื่องนั้น เพื่อให้มือใหม่ หรือนักลงทุนที่กำลังศึกษาด้านเทคนิคอยู่ได้มองเห็นว่า เราควรศึกษาเพื่อให้รู้อะไรบ้าง  และแต่ละเรื่องมันเกี่ยงโยงกันยังไงบ้าง จะได้มีแนวทางในการค้นคว้าหรือหาความรู้ต่อยอดไป จนเราเข้าใจในพฤติกรรมของราคา และสามารถนำมาใช้หาโอกาสในการสร้างผลตอบแทน และลดความเสี่ยงในการลงทุนได้  จนเมื่อใดก็ตามที่คุณสามารถอ่านกราฟและเข้า ใจว่ามันกำลังบอกอะไรคุณ ที่เหลือก็ขึ้นกับตัวคุณที่จะเลือกจังหวะลงทุนโดยให้มี Reward : Risk  สูงๆ ได้มากน้อยแค่ไหน และผลตอบแทนสูงสม่ำเสมอได้เพียงใด สิ่งที่เราควบคุมได้ คือการใช้ความรู้ในการหาโอกาสในแต่ละช่วงจังหวะของตลาด แต่เราไม่สามารถควบคุมให้ตลาดเป็นไปตามที่เราต้องการได้ 

Visitors: 56,918