bitcoin

Gold Rush เป็นช่วงเวลาในศตวรรษที่ 19 ที่ผู้คนจากหลายๆถิ่น อพยพจากถึ่นฐานบ้านเกิดเพราะความยากจน ไปหาโอกาสใหม่ให้ชีวิต โดยอพยพไปสู่ดินแดนใหม่ที่มีแร่ทองคำมาก ในสมัยนั้นได้แก่ประเทศ Australia, Brazil, Canada, South Africa และ U.S.A.


California dream ความฝันของผู้อพยพเข้าไปขุดทองใน California หลายคนสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตัวเอง ข่าวสะพัดไปทั่ว ทำให้เกิดการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน กลายเป็นเมืองใหญ่ที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งต่อมา


คำว่า Gold Rush นั้น สมัยนี้แปลว่าการแห่ตามกันไปเพื่อทำงานหรือลงทุนในอะไรใหม่ ๆ เป็นคำพูดที่เกิดจากสมัยที่มีการขุดพบทองในสมัย cowboy ในสหรัฐฯ ทำให้เมืองเล็กๆ นั้นโตใหญ่ขึ้นแล้วแน่นขึ้นทันทีเพราะมีคนจากต่างถิ่นแห่เข้ามาเพื่อพยายาม ขุดหรือใข้กระชอนร่อนหาทองกับเขาโดยหวังว่าจะได้รวยกับเขาบ้าง แน่นอนว่าคนที่มาก่อนก็ได้เงิน (ทอง) ไปก่อน รวยสบาย คนที่มากลาง ๆ ก็พอเป็นไป ส่วนแมงเม่าที่มาที่หลังก็เป็นไปตามยถากรรมของแมงเม่าในทุกยุค

ในปัจจุบัน Gold rush หรือการขุดทองครั้งใหม่ คือเงินสกุลใหม่ที่เรียกขานกันว่า Bitcoin ซึ่งเป็นเงินเสมือน Virtual money ในโลกอินเตอร์เน็ต

Bitcoin ได้เป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาในฐานะเป็น Safe Haven (ทางเลือกที่ปลอดภัย) ในช่วงวิกฤตการเงินใน Cyprus ที่หวั่นว่าธนาคารจะล่ม ประชาชนแห่เปลี่ยนเงิน Euro ที่มี เป็น Bitcoin ทำให้ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเกือบเท่าตัว วันนี้ขณะที่เขียนอยู่ (จันทร์ที่ 1 เมษายน) ราคา หนึ่ง BTC แลกได้ราว 93 เหรียญสหรัฐฯ วันนี้ 2 เมษายน กว่า $100 แล้ว



Bitcoin ไม่มีธนาคารกลางควบคุม ตราบใดที่เข้าอินเตอร์เน็ตได้ก็สามารถรับหรือส่งเงินได้โดยไม่มีใครห้ามได้ ไม่มีการผูกบัญชี Bitcoin ไว้กับคน จึงไม่สามารถให้ใครรู้ได้ว่าตอนนี้มีเงินอยู่เท่าไหร่ (จนกว่าจะแลกเป็นเงินสกุลธรรมดาในตลาดที่รับแลก) การส่งเงินนั้นเมื่อส่งแล้วไม่สามารถยกเลิกหรือเรียกคืนได้ซึ่งประเด็นนี้ น่าสนใจ

สำหรับการทำ e-Commerce หรือการขายของหรือขายบริการบน Internet การรับบัตรเครคิดนอกจากจะเสียค่าธรรมเนียมให้ธนาคารยังเสี่ยงต่อการเรียก เงินคืน (Chargeback) ด้วยทำให้การใช้ Bitcoin มีความน่าสนใจมากกว่า มีค่าโสหุ้ยทางการเงินน้อยลง ผู้คนในประเทศที่โดนกีดกันทางการค้าก็สามารถรับและส่ง Bitcoin ได้โดยอิสระ


 

การได้มาซึ่ง Bitcoin มีสองวิธี คือ ทางการค้าไม่ว่าจะขายของแล้วรับเป็น Bitcoin หรือเอาเงินสดไปแลกซื้อ Bitcoin หรืออีกทางคือการทำเหมืองขุดหาเอง นอกจากไม่มีธนาคารกลางหรือรัฐควบคุมแล้ว การได้มาซึ่ง Bitcoin นั้นสามารถแยกกันทำได้แล้วเจ้า Bitcoin นี้มีทำทั้งหมดนี้ได้อย่างไรโดยไม่สามารถโกงได้



ในการใช้ Bitcoin ต้องมี software สองส่วนหลัก ๆ คือ กระเป็าตัง (Wallet) และเหมือง (Mine) เจ้ากระเป๋าตังนี้ทำหน้าที่ทั้งเป็นกระเป็าตังใส่ Bitcoin ของเราและเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่กระจายที่จะช่วยในการส่งผ่านเงินจาก คนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งด้วย (แต่เรื่องนี้ซับซ้อน ไว้พูดที่หลัง)

การทำเหมือง Bitcoin นั้นทำโดยการใช้โปรแกรมในคอมพิวเตอร์เพื่อแก้สมการยาก ๆ ความยากนั้นระบบกลางจะเป็นผู้กำหนดโดยจะยากขึ้นเรื่อย ๆ สมัยแรกๆ (ที่ยังง่ายอยู่ ก่อนที่ Bitcoin จะมีค่า) สามารถใช้ CPU หาได้ แต่สมัยนี้ยากขึ้นมากแล้ว เพราะระบบจะปรับความยากให้ยากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนคนที่พยายามขุด เพื่อให้อัตราการเกิดของ Block คงที่โดยประมาณ เมื่อเจอ Block แล้วจะได้รางวัลคือ 25 Bitcoin (สมัยก่อนได้ 50 Bitcoin แล้วต่อไปจะได้ 12.5 BTC, 6.25 BTC ฯลฯ ไปเรื่อยๆ ทุกๆสี่ปี) Block นั้นคือสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าตัง มันเป็นเสมือนสมุดบันทึกว่าตอนนี้ใครมีกี่ Bitcoin การค้นหานั้นทำโดยการแก้สมการยาก ๆ (แล้วจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ) สมัยแรก ๆ คนเราสามารถหาเองได้เพราะสมการที่ต้องแก้นั้นง่าย แต่ตอนนี้ยากจนต้องมีการแบ่งงานกันไปเพื่อช่วยกันแก้ที่ละส่วนเล็ก ๆ โดยเรียกว่า Mining Pool เช่น เราทำงาน 1/1000 ของ Block ที่ค้นพบ เมื่อค้นพบจริงทางเจ้าของ Pool ก็จะให้เราราว 1/1000 ของ 25 Bitcoin ที่ได้ เป็นต้น โดยจะมีการหักเปอร์เซ็นต์ไว้ ณ จุดนี้ น่าคิดว่าหากมีสมาชิก CDC จำนวนพอ เราสามารถทำ Pool ของชมรมได้โดยไม่ต้องไปเสียส่วนนี้ให้กับบุคคลภายนอก

หากยกตัวอย่าง การ์ดจอที่อยู่ในเครืองคุณลุง Radeon 6800 Series (ตัวไหนแน่ไม่แน่ใจ) เก่าแล้ว แต่ทำได้ราว 200 megahash per second หรือในหนึ่่งวินาทีจะพยายามแก้สมการเพื่อหา block ใหม่ 200 ล้านครั้ง แปลเป็นเงินได้โดยคำนวนจาก website ต่าง ๆ เช่น
http://www.alloscomp.com/bitcoin/calculator ซึ่ง web นี้จะเอาความยากและอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันมาให้เราเติมความเร็วเครื่องเรา แล้วออกผลเป็นเงินที่จะได้ อย่างเช่นในกรณีการ์ดจอนี้จะได้เดือนละ 0.46 Bitcoin หรือ 42 เหรียญสหรัฐฯ

แล้วหากจะเล่นอะไรที่แรงขึ้นหน่อยละ เช่น Radeon 7970 ราคาราว 13,500 บาทตอนนี้ การ์ดนี้จะได้ราว 550-700 megahash/sec แล้วแต่รุ่น แล้วแต่อุณหภูมิ ฯลฯ ในเมืองไทยบางทีต้องลดความเร็วหน่อยเมื่อเทียบกับประเทศหนาวเย็น 600 MHash/sec จะได้ เดือนละ 1.37 Bitcoin หรือ 127 เหรียญสหรัฐฯ หรือ ราว 3,724 บาท หรือ พูดอีกนัยหนึ่ง คืนทุนใน 3.6 เดือน ไม่รวมค่าคอมฯ ไม่รวมค่าไฟฟ้า
 

หรืออีกนัยหนึ่ง สามารถซื้อเหรียญทองคำ 0.1 Troy Ounce ได้ทุกๆ สองอาทิตย์เศษ

ที่ดีที่สุดคือการลงทุนนี้ หากตลาดล่มพังไป อย่างน้อยเรายังมีการ์ดจอชั้นเยี่ยมไว้เล่นเกมได้แก้เซ็ง สามารถต่อจอได้ 3 จอ ทำให้มองข้างหน้า ซ้ายและขวาได้ เล่นเกมจำพวกยิงกัน First person shooter สนุกสุดๆ ไปเลย

ที่พูดว่าซื้อหมายความว่าซื้อเลยโดยซื้อจากร้านทองที่รับ Bitcoin ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นเงินก่อน ไม่ต้องยุ่งกับธนาคารให้เสียเวลา มีหลายร้านทองตอนนี้รับ  Bitcoin แล้ว ราคาอาจไม่ดีที่สุด ค่าส่งอาจแพงหน่อย แต่เป็นไปได้ เป็นไปได้ที่คนเราจะเปลี่ยนการ์ดจอและค่าไฟฟ้าเป็นทองคำโดยไม่ต้องอาศัยระบบ การเงินการธนาคารของโลก

ระบบ Bitcoin เป็นระบบที่ออกแบบไว้ตั้งแต่แรกที่จะ Deflationary โดยเมื่อเวลาผ่านไปความยากของสมการนั้นจะยากขึ้นยากขึ้นแถมรางวัลในการออก Block น้อยลง โดยระบบถูกออกแบบไว้ให้มี 21 ล้าน Bitcoin ในราวปี 2140

การแลกเงินครั้งแรกเมื่อ 5/10/10 อัตราแลกเปลี่ยน 1,309.09 Bitcoin ต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐฯ วันนี้หนึ่ง 1 Bitcoin = $93



เมือสามปีที่แล้ว การซื้อ Pizza ถาดหนึ่งราคา 10,000 bitcoin คิดเป็นเงินปัจจุบันเกือบล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเดือนที่แล้วก่อนวิกฤษ Euro รอบล่าสุดยังอยู่ที่ราว $40


เมื่อคนเข้ามาในระบบมากขึ้น จำนวนการผลิดน้อยลง แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร

มีคนหลายคนกลัวว่าราคาจะเหลือ 0 เมื่อคนเบื่อ ว่านี้เป็นฟองสบู่ ซึ่งฟองสบู่เคยแตกครั้งหนึ่งแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม 2011 ที่มีการ Hack ตลาดแลกเปลี่ยน Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุด (Mt Gox) ทำให้ราคาถล่มจาก $17 เหลือ $0.01 แต่มันก็ขึ้นมาจากจุดนั้นได้มายังวันนี้

คนหลายคนบอกว่า Bitcoin ไม่ดีเพราะไม่มีรัฐบาลหนุนหลัง ไม่มีธนาคารหนุนหลัง แต่ถามจริงๆ ว่าวันนี้อะไรน่าไว้ใจกว่า ระหว่างรัฐบาลที่ใช้จ่ายเงินเป็นว่าเล่น สุมหัวกับธนาคารกลางพิมพ์เงินกันเป็นว่าเล่น หรือ ความแน่นอนทางคณิตศาสตร์ ???

หลายคนบอกว่า Bitcoin ไม่มีอะไรจริง เหมือนเงินในเกม แต่เงินในเกมนั้นมีผู้บริหารออกกฏออกจำนวน (ไม่ต่างจากธนาคารกลาง) ในขณะที่ Bitcoin เป็นอิสระ แล้วเงินจริงหละ ลดค่าลงทุกวัน ต่างจาก Bitcoin ที่คงค่าทำนองเดียวกันกับทองคำ

มีหลายคนโจมตีว่าเป็นที่ฟอกเงิน ใช้ซื้อยาเสพติด ฯลฯ ซึ่งก็อาจจริง แต่ในเวลาเดียวกันก็สามารถซื้อของจริงๆได้ ซื้อทองจริงๆ ถุงเท้าจริงๆ หรือหากอยู่ในสหรัฐฯ (หรือมีเงินเหลือจ่ายค่าขนส่ง) สามารถซ์้ออุปกรณ์ไฟฟ้าได้จริงๆ ในราคาที่ถูกกว่าร้านทั่วไป เพราะเขาบอกว่าไม่ต้องเสียค่าบัตรเครดิต

หลายคนถามว่าทำไมต้องให้แก้สมการประหลาด ๆ ทำไมไม่สร้างทั้ง 21 ล้านเหรืยญเลยแล้วแจกทุกคน ในแง่เทคนิกก็ทำได้ แต่จะให้คนทุกคนรับอย่างเท่าเทียมกันได้อย่างไร จะแจกอย่างไร แล้วจะมีตัวล่อใจอะไรทำให้คนบริหารระบบต่อไป

คนที่กลัวระบบจะโดน Hack นั้นต้องดูวิธีการทำงาน การที่ใครจะสามารถ Hack ได้ อย่างน้อยจะต้องมีพลังคอมพิวเตอร์เกินกว่าครึ่งของคอมทั้หมดในเครือข่าย Bitcoin ซึ่งคนยิ่งใช้เยอะก็ยิ่งยากที่จะมีใครทำได้

ตอนนี้มีข่าวเรื่องคนทำเครื่องคอมฯ เฉพาะสำหรับทำเหมือง Bitcoin โดยใช้ Chip พิเศษที่เรียกว่า ASIC ซึงจะเร็วกว่าการ์ดจออีกนับสิบๆเท่าโดยกินไฟน้องลงอีกสิบเท่า เขาว่ากันว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะทำให้เกิดการทะลักของ Bitcoin ในตลาด ทำให้ไม่สามารถขุดหาได้ที่บ้านเหมือนเดิม บางคนบอกว่าเป็นของหลอกที่ทำให้คนโลภเสียเงินไป แต่หากใช้หลักการของ Dow theory ที่ว่า Markets Discount Everything ก็เห็นได้ว่าแม้ว่าจะมีเครื่องพวกนี้ในตลาดมาหลายเดือนแล้ว (ยี่ห้อ Avalon) Bitcoin ยังแข็งขึ้น แล้วการใช้การ์ดจอขุดหายังทำกำไรได้ดี บางคนบอกว่าเป็นการปล่อยข่าวให้คนเลิกที่จะซื้อการ์ดจอเพื่อขุดเพิ่มด้วยซ้ำ ไป

หากจะถามว่าควรลงทุนหรือไม่ ว่าคุ้มในระยะยาวหรือไม่ คำตอบคือ ไม่รู้ แต่พอจะบอกได้ว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจ และอาจจะน่าทำมากกว่าแค่สนใจ สำหรับผู้คนที่เกรงจะตกรถ ในขบวน bullish train ของ Bitcoin ในขณะนี้

บทความนี้เขียนโดย เทวพจน์ สัมพันธารักษ์ สำหรับชมรม ChalokeDotCom 

 

การทำเหมือง Bitcoin


การ ได้มาซึ่ง Bitcoin มีสองวิธีคือการทำเหมืองด้วยการคำนวน และการใช้เงินไปซื้อตามตลาด ไม่ต่างอะไรจากคนที่จะเล่นทองคำ เขาสามารถไปซื้อทองแล้วดูราคาขึ้นลงหรือเขาอาจไปซื้อเหมืองทองแล้วลงมือขุด เองก็ได้

วิธี ที่จะให้ได้มาซึ่ง Bitcoin โดยการทำเหมือง วิธีที่เร็วที่สุด (แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจว่าคุ้มที่สุดหรือเปล่าด้วยมิติทางความร้อน) คือการใช้โปรแกรมง่าย ๆ อาทิเช่น guiminer ทำงานบนเครื่องที่มีการ์ดจอแรงๆ เช่น AMD Radeon 7970 GHz ซึ่งมี 2048 Cores ทำงานที่ประมาณ 1 GHz การ์ดของค่าย AMD Radeon จะเร็วกว่าค่าย nVidia GeForce ราว 5 เท่าในการทำเหมือง เนื่องจากการออกแบบที่เน้นการมี Core จำนวนมากที่ไม่ซับซ้อน แทนที่จะมี Core จำนวนน้อยกว่าที่ซับซ้อนกว่า และโครงสร้างที่ออกแบบไว้สำหรับ Parallel Computing ที่ลงตัวกว่าค่าย nVidia

สรุป คือ เดินไปที่ห้าง ซื้อ Radeon 7970 หาก Power Supply รับไหว (ตัวหนึ่งกินไปราว 300W เครื่องหนึ่งควรใส่ได้สองตัว) และการใช้ Case ที่ใหญ่ มีที่กว้าง และมีพัดลมที่ดีพอ กลับบ้าน เสียบเครื่อง ไปสมัคร Mining Pool เพื่อกระจายความเสืยงแล้วรอให้เงินไหลมาเทมา ง่ายมาก

Mining pool คือกลุ่มคนที่จับกลุ่มกันเพื่อทำเหมืองด้วยกัน เนื่องจาก Bitcoin นั้นให้รางวัลที่ละ 25 Bitcoin การทำเหมืองเอกอาจต้องทำเป็นปีกว่าจะได้  25 Bitcoin แต่หากร่วมกันหลายๆ คน จะได้รายได้ที่แน่นอนกว่า แล้วเจ้าของสหกรณ์ (ชมรม) ก็จะตัดค่าหัวคิวไปราว 2%

ณ วันนี้ 3 เมษาเวลาก่อนเที่ยง การ์ด 7970 ตัวหนึ่งราคาราว 13,500 บาท ควรผลิตได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 1.37 Bitcoin หรือ $155 เหรียญสหรัฐ หรือ ฿4,560 บาท (วันที่ 4 เมษายน ราคาขึ้นไปอีกแล้ว) ความยากในการหา Bitcoin จะยากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตอนนี้อัตราแลกเปลี่ยนขึ้นเร็วกว่าความยากที่เพิ่ม ทำให้รายได้คาดการณ์เพิ่มขึ้นทุกวัน พูดอีกนัยหนึ่งเสมือนว่าก่อนนี้จะได้ Bitcoin มากกว่านี้แต่ราคาต่ำกว่านี้มากทำให้รายได้จริง (หากคนเราสามารถถือว่าเหรีญสหรัฐฯ เป็นของจริงได้) น้อยกว่าในวันนี้

แล้ว เมื่อคนที่ทำเหมืองอดหลับอดนอนมาเป็นแรมเดือน ได้ Bitcoin เยอะๆ จะไปทำอะไรได้? คำตอบคืออาจเก็บไว้เก็งกำไร หรืออาจเปลี่ยนเป็นเงิน หรือเป็นทอง หากจะเปลียนเป็นเงิน ก็มี exchange หลายตัว เช่น Mt Gox และ BTE-e ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ แต่ทั้งนี้ต้องมี Economy of Scale ไม่น้อย เพราะการจะเบิกจริงเข้าบัญชีจริงจะโดนค่าใช้จ่ายไม่น้อย หากมีบัญชีในสหรัฐ อังกฤษ สหภาพยุโรป หรือ ญี่ปุ่น การจะโอนเป็น USD, GBP, EUR หรือ JPY นั้นง่ายกว่า เช่นการโอนเข้าธนาคารในอังกฤษจาก Mt Gox จะเสียค่าทำเนียม 15 ปอนต่อครั้ง

อีกวิธีคือการเปลี่ยนเป็ทองคำโดยตรงโดยมีร้านทองในอินเตอร์เน็ตหลายร้าน รับ Bitcoin แล้ว เช่น http://coinabul.com/ ไม่รู้ว่าร้านทองในเมืองไทยจะเริ่มรับ Bitcoin เมื่อไหร่

หาก มองตลาดต่าง ๆ จะเห็นว่ามี Crypto Currency อื่น ๆ เช่น Litecoin, Namecoin, Solidcoin, Terracoin เป็นต้น ตัวที่พอจะมีจำนวนในการเล่นรองลงมาน่าจะเป็น Litecoin หรือที่ย่อกันว่า LTC

วันนี้ลุงกำลังจะปรับแต่งเหมืองใหม่ จะเปลี่ยนจากการทำเหมือง BTC เป็นการทำเหมือง LTC บ้าง เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพื่อได้ประโยชน์จากส่วนต่าง (Arbitrage) กล่าวคือ เครื่องๆ เดียวกันสามารถทำเงินได้มากกว่าหากทำเหมือง LTC แล้วเอา LTC ไปเปลี่ยนเป็น BTC เข้าใจว่า Arbitrage เช่นนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในตลาดที่เจริญและลงตัว ดังนั้นเมื่อเห็นน้ำขึ้นแล้วก็ต้องไปรีบตัก เมื่อสองวันอยู่ที่ราว 20% เมื่อวานอยู่ที่ 200% เช้าวันนี้อยู่ที่ 550% จึงขอตัวไปดูแลเหมืองก่อน

อีกคำถามหนึ่งที่ลุงเองสงสัยในแง่อปุกรณ์ขุด Bitcoin คือ แทนที่จะใช้การ์ด 7970 เราจะใช้ 7870 หรือ 7850 จะคุ้มกว่าหรือเปล่าในแง่ของการกินไฟและอุณหภูมิ การ์ด 7970 นั้นราว 250-300 W แต่เร็วจริง ที่ราว 600 Mhash/Sec หากจะเล่น 7870 ราคาเหลือราว 9,000 บาท ความเร็วเหลือราว 400 MHash/Secแต่ทีสำคัญคือความร้อนเหลือแค่ 175W จะทำให้เงียบกว่า เย็นลง และเสียงพัดลมไม่ดังเท่า หากจะลงไปอีกขั้น 7850 นั้น เหลือ 300 MHash และ 130W ที่สำคัญคือ 130W อยู่ในวิสัยที่จะใช้ตัวให้ไฟฟ้า PCI 6 เส้นหัวเดียว (7970 ใช้ 8+6 7950 และ 7870 ใช้ 6+6) ซึ่งจะง่ายกว่าสำหรับคนที่มี Power Supply เดิมอยู่แล้วที่พอจะรับการกินไฟนี้ได้ และมีหัว PCI 6 เส้นอยู่แล้ว อีกสิ่งที่น่าคิดคือเล่น 7850 สี่ตัว มี Mainboard หลายตัวที่สามารถใส่การ์ดจอ 4 ตัวได้ แต่หลังจากเดิน Zeer มาเต็มวันปรากฏว่าไม่มี power supply ที่มีหัว PCI 8 หัวเลย(เต็มที่ก็แค่ 6) ดังนั้น 7850x4 ที่ 1.2 GHash/sec อาจคุ้มและเสถียรกว่า7970x3ที่ลุงใช้อยู่ (ที่ราว 1.5-1.6 GHash/Sec) ที่เจอปัญหาความร้อนมากและการ์ดตัวกลางที่ระบายความร้อนช้า จะ Clock ตัวเองช้าลง

ไว้คราวหน้าจะอธิบายส่วนต่างของ  LTC, BTC และ Crypto Currency อื่น ๆ

อ่านบทความจริงได้ที่

http://www.chaloke.com/content/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87-bitcoin

 

             นี่คือคลิบของรายการเกาะกระแสโลกที่นำเสนอเรื่องราวของบิทคอยน์ได้กระชับมาก ความยาวแค่ 10 นาที

 

 

วีดีโอแนะนำ Bitcoin "What's Bitcoin?"

 


 
Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลเกิดขึ้นในปี 2009 จากการเสนอบทความของ Satoshi Nakamoto โดยมีหลักการว่าในการเปลี่ยนมือของเงินนั้นจะมีการทำ Digital Sign กำกับในทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นและมีการยืนยันโดยบุคคลอื่นที่อยู่ในเครือข่าย ณ.ขณะนั้น (Peer) ซึ่งในความเป็นจริงก็คือคอมพิวเตอร์อื่นในเครือข่ายที่ใช้งานโปรแกรม Bitcoin อยู่ในขณะนั้น ซึ่งทำให้ Bitcoin แตกต่างจากเงินสกุลอื่นทุกสกุลเพราะตัดการควบคุมของหน่วยงานกลางออกไป อยู่ได้โดยอาศัยการเชื่อใจกันของชุมชนผู้ใช้งาน และในชุมชนนั้นก็ประกอบด้วยผู้ใช้ ร้านค้า ศูนย์รับแลกเปลี่ยนเงินตรากับเงินสกุลที่ใช้ในโลกจริง
 
 

 
 
นี่คือวิดีโอที่ผู้ใช้บิทคอยน์ช่วยกันหุ้นทำคลิบนี้ออกมาเผยแพร่ให้รู้จักบิทคอยน์กันมากขึ้น
 
 
 



 

     
 
     
       

 

 

 

 

 

 

 


ถ้า หากไม่ต้องการรับข้อมูลจากผม ผมก็มีอีกกระทู้นึงที่รวบรวมความรู้จากท่านอื่นๆไว้แล้ว อ่านประกอบกันเพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้านขึ้น
- chaloke.com : เป็นความรู้ที่ลึกกว่าบทความของผม http://www.chaloke.com/content...8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87-bitcoin
- กำลังรวบรวมอยู่ครับ

ก่อนอื่น อยากให้ท่านลองเลือก 1 ในสามข้อนี้ ขอให้ตอบแบบเนื้อแท้ เลือกข้อใดข้อหนึ่ง (เหมือนที่ตอนเด็กๆเราชอบโดนถามจากผู้ใหญ่)
- อยากเป็นอะไรก็ได้ที่ทำแล้วรวย
- อยากเป็นนักขุดทอง ถือทอง ย่อมดีกว่าถือเงิน
- อยากเป็นนักเทรด ซื้อมา ขายไป เก็งกำไรเนี่ยแหละฉันเลย

เมื่อ ท่านได้คำตอบแล้ว ก็ให้เลือกตามหัวข้อเหล่านี้ ซึ่งผมได้หาคำตอบไว้เพื่อความสะดวกสำหรับคนสามกลุ่ม ไม่เข้าใจอันไหนก็ทิ้งคำถามไว้ได้เลยครับ

1 ทำแล้วรวย
ตอนแรกที่ผมมีความรู้เป็นศูนย์เลย ผมก็เลือกข้อนี้นะ ผมไม่ได้สนใจหรอกว่า จะให้ทำอะไร แต่ถ้าทำแล้วมัน รวยอย่างยั่งยืน ผมก็เอาหมด

คำถามแรกคือ ใครได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจาก Bitcoin เรียงตามลำดับ
- Satoshi Nakamoto ผู้ประดิษฐ์คิดค้น กลไกการทำงานของ Bitcoin ที่สลับซับซ้อน และ ทำงานได้จริง มาจนถึงปัจจุบัน (บ้างก็บอกว่าเป็นกลุ่มบุคคล บ้างก็บอกว่าเป็นชื่อสมมมติ -- แต่กูไม่ได้สนใจหรอก กูสนใจแค่ว่าจะรวยยังไง เวลาโหลด bit ยังไม่มีใครมานั่งถามเลยว่าใครเป็นคนคิดค้น)
- คนที่ถือ Bitcoin ในยุคแรก ตั้งแต่มันยังไม่มีมูลค่า (ไหนผมลองให้ท่านลองไปเด็ดใบไม้มา 10 ใบแล้วเสกให้มันดูมีมูลค่าในสายตาผู้อื่นซิ ท่านทำได้หรือเปล่่า)
- ผู้ขาย Hardware สำหรับขุด และ Hardware นั้นเป็นที่ยอมรับกันว่าขุดได้แรง (อันนี้ว่ากันด้ายเรื่องของผู้นำด้าน technology ผมขอผ่าน เพราะเป็นอีกโลกหนึ่ง)
- นักขุด Bitcoin สายป่านยาวๆๆๆๆๆๆ มีแรงเงินไปซื้อ Hardware ทำฟาร์มเหมืองขุดแรงๆ (อย่างที่บอกคือ สายป่านยิ่งยาวยิ่งได้เปรียบจริงๆครับเกมส์นี้)
- Remember, the early bird catches the worm. ท่านจะเป็นนกที่ทำกำไรคนแรกๆหรือไม่ ท่านเลือกเอง


รูปจาก btcrobot.com

การทำงานของ Bitcoin ผมจะไม่อธิบายยาวมากเหมือนคนอื่นๆแต่เอาเป็นว่า อธิบายแบบ "ใครได้เงิน ใครเสียเงิน" แล้วกัน
ให้ลองจินตนาการ ถึง ของสามสิ่่งนี้ คือ ATM, ธนาคาร และ Bittorrent

ระบบเงินที่จับต้องได้
ใครเสียเงิน
- ธนาคาร เสียตังลงทุน เช่าพื้นที่ เพื่อลง ATM ของตัวเองในทุกๆพื้นที่ๆมีการจับจ่าย ทั่วประเทศ ทั่วโลก
- ธนาคาร เสียตังซื้อ server มารองรับ ธุรกรรมของ ATM เหล่านั้น

ใครได้เงิน
- ธนาคารเก็บค่า fee หากคุณโอนเงินข้ามยี่ห้อ ข้ามจังหวัดหรือ โอนในจำนวนมาก
- ธนาคารเก็บค่า fee เมื่อคุณเปิดบัญชีเพื่อให้ได้บัตรมาใช้ ATM ทั่วประเทศ ทั่วโลก

สรุปคือ เราโอนเงินให้เพื่อนเราต้องเสีย fee ให้ธนาคาร 15 บาท เป็นต้น



ระบบ Bitcoin
ใครเสียเงิน
- fee ไม่มี (มีน้อยมาก หรือ เรียกได้ว่าไม่เสียเลย เทียบกับ PayPal)
- ผู้ติดตั้ง server ทั่วโลก ที่เราเรียกกันว่านักขุด เสียตังลงทุนซื้อ Hardware มาเปิด server เพื่อมารับการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยใช้วิธีเดียวกับ Bittorrent ที่ตัวไฟล์อยู่ที่ใครไม่สามารถรู้ได้ รู้ว่ามันสามารถโหลดหนังมาได้ก็พอ
- Server แพง + แรง = โอกาสที่จะได้รับเงินเยอะขึ้น

ใครได้เงิน
- ทุกครั้่งที่มีการโอน Bitcoin หาเพื่อน ค่าธรรมเนียมถูกจ่ายให้เจ้าของ server ตามความแรงในการช่วงชิงที่เรียกว่า MHash / GHash / THash เป็นหน่วยวััดความแรง เช่นเดียวกับ Mega / Giga / Tera [Hz]

สรุปคือ คนโอนก็ไม่ได้รู้สึกว่าเสียค่า fee เลย พวกนักขุดก็ได้เงินโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าได้จากใคร เป็นลักษณะ Anonymous

2 นักขุดทอง



รูปจาก Facebook

เปรียบ เทียบก็คือคนที่มีกำลังผลิตสูง(กำลังการคิดคำนวนสูง) server แรง ก็ยิ่งได้เปรียบ ถอดรหัสได้เร็วกว่าเพื่อน ก็ได้ค่าขุดเยอะกว่าเพื่อน เรียกได้ว่าเป็นสงครามคนรวยก็ว่าได้
แบ่งเป็น 2 สายหลักๆคือ สาย SHA-256 [มี Bitcoin เป็นหัวหน้า] กับ Scrypt [Litecoin เป็นหัวหน้า]

ซึ่งรายละเอียดเยอะมากกกกกกก แต่สามารถสรุปเป็นหัวข้อได้ประมาณนี้
- ซื้อเอง ติดตั้งเอง ขุดเอง
- รอ pre-order เครื่องมือขุดแรงๆ
- ขุดบน Cloud server ที่เคยมีคนแนะนำแล้ว [ในบอร์ดนนี้เนี่ยแหละ]
- ไม่ต้องรอใครแล้ว โหลดโปรแกรมมาขุดเองเลย [ไม่ได้เงินเยอะ แต่ก็ได้ความรู้ความเข้าใจจากการทดลองทำเอง]


3 นักเทรด
ก็ ใช้หลักการ trade ที่ใช้กับค่าเงินอื่นๆเลย ของถูกก็รีบซื้อเก็บไว้ พอของแพงก็ค่อยปล่อยขาย หรือจะถือไว้ยาวๆก็ไม่มีใครว่ามันมีแค่นี้จริงๆ

การลงทุนมีความเสี่ยง แต่เพราะมีการบริหารจัดการความเสี่ยง เราจึงมีกำไร

ความแตกต่างระหว่าง Bitcoin กับหุ้น
- Bitcoin เปิด 24/7 ไม่มีวันปิดเหมือนหุ้น นี่คือข้อได้เปรียบที่โหดที่สุด
- ไม่ขึ้นกับเศรษฐกิจของชาติใดโดยตรง แต่ขึ้นอยู่กับ Supply / Demand ของคนทั้งโลก
- ใช้ความรู้เศรษฐศาสตร์ปีหนึ่งก็เข้าใจได้ แต่ถ้าจะ trade ให้ effective ก็ต้องรู้แนวรับแนวต้านบ้าง (อัยย่ะ เทคนิคมาเต็ม)
- ปกติถ้าเราจะซื้อหุ้นเพิ่ม เราต้องลงเงินเพิ่ม แต่สำหรับ Bitcoin เราสามารถซื้อหุ้นเพิ่มได้ โดยการขุด

 

Visitors: 56,917