MM

money management

ทำไม Money management ถึงสำคัญ เพราะเราต้องการที่จะทำกำไร เราต้องเรียนรู้การบริหารจัดการเงิน แต่คนส่วนมากได้มองข้ามมันไปTrader หลายคน เทรดโดยที่ไม่มีหลักการ และดูแค่ว่าสามารถเสียได้เท่าไรในการเทรด 1 ครั้ง แล้วก็เทรดเลย อย่างนี้ค้าเรียกว่าการพนันไม่ใช่ การลงทุนถ้า คุณเทรดโดย ไม่ใช้ Money management นั้น มันก็เหมือนกับว่าคุณกำลังเล่นพนันอยู่ คุณไม่ได้มองการลงทุนระยะยาว คุณกำลัง รอ jackpot การบริหารเงินไม่เพียงช่วยเราป้องกันเงินทุน ยังสามารถทำมีกำไรในระยะยาวอีก แต่ถ้าคุณยังคิดว่าการเล่นแบบรอ jackpot เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เรามาดูตัวอย่างกัน

Casino หรือ เจ้ามือ คนเหล่านี้ เก่งเรื่อง สถิติ เค้ารู้ว่าระยะยาวแล้ว เจ้ามือจะเป็นคนได้เงิน ไม่ใช่นักพนัน ถึงจะมีคนถูกรางวัล Jackpot เป็นเงินก้อนโต แต่ก็จะมีนักพนันอีกมากกว่าร้อยที่ไม่ถูก Jackpot แล้วเงินเหล่านี้ ก็จะเป็นของเจ้ามืออันนี้เป้นตัวอย่างที่ทำให้เห็นวา สถิติ สามารถ สร้างกำไรได้เหนือกว่า การพนันในทางสถิติ หรือ เจ้ามือ ในกรณีนี้รู้ว่าจะควบคุมความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น ได้อย่างไร ถ้าทำได้ คุณก็จะมีกำไร

ทีนี้คุณจะทำยังไงถึงจะเป็น นักสถิติที่ดีได้ ไม่ล้มเหลว

Money management นั้นสามารถทำกำไร ได้ในระยะยาว
ถ้าไม่ใช้กฎของ Money management จะเกิดอะไรขึ้นเรามาดูตัวอย่าง

สม มุตรว่าคุณ มีเงินอยู่ $10000 และคุณเสียไป $5000 คุณเสียไปทั้งหมดกี่เปอร์เซนต์ คำตอบคือ 50 เปอร์เซนต์ แล้วคุณต้องทำกี่เปอร์เซนต์เงิน $5000 ของคุณ ถึงจะกลับไปเท่าเดิมคือ $10000 คุณต้องทำถึง 100 เปอร์เซนต์ ไม่ใช่ 50 เปอร์เซนต์ เค้าเรียกว่า Drawdown จะเห็นว่ามันน่าหงุดหงิดมาก เพราะมันง่ายมากในการเสียไป แต่ได้กลับคืนมาเท่าเดิมนั้น ยากกว่า ซึ่งผู้อ่านคงไม่คิดที่จะเสีย เทรดเดียว 50 เปอร์เซนต์ ผมหวังว่าเป็นเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเทรดเสีย 3, 4 หรือ 10 เทรดติดกันล่ะ มันดูเหมือนจะเกิดได้ยากถ้าคุณคิดว่าคุณมี trade system ที่มีเปอร์เซนต์ชนะ 70 เปอร์เซนต์ ดังนั้นคุณไม่มีทางเสีย ติดต่อกันได้ถึง 10 ครั้ง ถ้าคุณคิดว่าคุณมี Trade system ที่ดี ในการเทรด Trade system ที่ทำ profitable ได้ 70 เปอร์เซนต์ ดูเหมือนเป็น system ที่ดีมาก แต่มันไม่ได้หมายความว่า ใน100 เทรดคุณจะชนะ 70เทรด
คุณจะรู้ได้อย่างไร ว่า 70 ใน 100 เทรดจะชนะ คุณไม่มีทางรู้ได้ คุณ อาจจะเสีย 30 เทรดแรก แล้วไปชนะ 70 เทรดที่เหลือ ซึงยังให้ผลที่ 70 เปอร์เซนต์ แต่คุณก็คงเสียหายหนัก

จากตัวอย่างจะทำให้รู้ว่า Money management นั้นสำคัญ ไม่ว่าคุณจะมี Trading System ดีสักเท่าไร แต่ก็ต้องมีที่คุณเสีย เหมือนผู้เล่น Poker มืออาชีพ ถึงเค้าจะเล่นเสียครั้งใหญ่ แต่สุดท้ายเค้าก็จะจบด้วยกำไร

ผู้เล่น Poker เก่งๆจะฝึกฝน Money management เพราะเค้ารุ้ว่าไม่สามารถชนะได้ทุกเกมส์ เค้าจะเล่นด้วยจำนวนเงินที่น้อย จากเงินทั้งหมดที่เค้ามี มันสามารถทำให้เค้ารอดพ้นจากการเสียครั้งใหญ่ได้ นี่คือสิ่งที่คุณต้องทำในฐานะ trader เทรดใน เปอร์เซนต์ที่น้อยจากจำนวนเงินที่มีทั้งหมด เพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

เมื่อคุณฝึกฝน และ เคร่งครัดกับ Money management คุณ จะเปลี่ยนจากนักพนัน กลายเป็นเจ้ามือ ที่จะทำกำไรได้ระยะยาว
รูปตัวอย่าง ความแตกต่างระหว่างคนที่เล่นเปอร์เซนต์น้อย และคนที่เล่นโดยใช้เปอร์เซนต์สูง


คุณ จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันมากระหว่าง การเล่น 2 เปอร์เซนต์เมื่อ เทียบกับ 10 เปอร์เซนต์ ของเงินทั้งหมดในการเทรดแต่ละครั้ง ถ้าคุณเสียติดต่อกัน 19 ครั้ง
การลงด้วยเงิน 10 เปอร์เซนต์ จะทำให้คุณเสีย 85 เปอร์เซนต์จากเงินทั้งหมด !!!!
แต่การลงด้วยเงิน 2 เปอร์เซนต์ จะทำให้คุณเสียแค่ 30 เปอร์เซนต์ของมาจิ้นเท่านั้น
แต่ มันคงเกิดขึ้นได้ยาก งั้นมาดูแค่การเสีย 5 ครั้งติดต่อกัน ถ้าคุณลง 2 เปอร์เซนต์คุณจะมีเงินเหลือ 18447 แต่ถ้าคุณลง 10 เปอร์เซนต์ จะเหลือเงินแค่ 13122 ซึ่งจะมากกว่าการเสีย ติดต่อกัน19 ครั้งของ การลง 2 เปอร์เซนต์ซะอีก!!!

จุดประสงค์ที่ยกขึ้นมานี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า การใช้ Money management เมื่อตอน drawdown คุณยังมีเงินทุนเหลือพอที่จะเล่นต่อไป คุณลองคิดว่าถ้าคุณเสีย 85 เปอร์เซนต์ของเงินทั้งหมด คุณต้องทำให้ได้ 566 เปอร์เซนต์ของเงินที่เหลือ เพื่อให้เท่าทุน คุณคงไม่อยากอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น

อันนี้คือตารางที่ จะทำให้คุณรู้ว่าจากการ ขาดทุน คุณต้องทำเท่าไรถึงจะเท่าทุน



คุณจะเห็นว่า ยิ่งเสียมากมันก็ยากที่จะ ทำให้มันกลับมาเท่าทุน นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องใช้ Money management

Risk to reward
เป็นการเทรดที่ อัตราส่วนอยู่ที่ 3 ต่อ 1 คือ Winner trade ต้องมากกว่า 3 เท่าจาก looser trade ถ้าเทรด แพ้ และ ชนะ สลับกัน
Profitable trade จะอยู่แค่ 50 เปอร์เซนต์ แต่เรามีกำไร นะครับ

การใช้ MM กับการเทรด Forex ผมอยากเริ่มต้นด้วยการให้ดูตัวอย่างสมมติจากการเทรดในรูปแบบต่างๆ เสียก่อนนะครับ ตามรูปที่แนบมานี้

โดยถ้าผมสมมติว่า
ผม มี Trading System ระบบหนึ่ง ที่มี %win 70% และ %Loss 30% และจำนวนจุดที่ได้จากการ win เฉลี่ย 50 จุด และ จำนวนจุดในการ loss เฉลี่ย 30 จุด
อ่านดูแล้วเป็นระบบที่ดูดีใช่ไหมครับ คราวนี้เราจะมาดูกันต่อ ว่าถ้าเราใช้ MM แบบต่างๆ หลังจากการเทรดไป 40 ครั้ง จะเกิดผลอย่างไรบ้าง โดยถ้ามีทุนเริ่มต้น $100

การเทรดแบบที่ซื้อ 2.0mLot ตลอดไป จะได้ยอดสุดท้ายเท่ากับ $298 ผมจะคิดค่านี้เป็น 100% นะครับ เพื่อเทียบกับการใช้ MM ในรูปแบบต่างๆ
เรา จะพบว่า ถ้าใช้ MM ได้อย่างเหมาะสม ยอดที่ได้อาจจะสูงกว่าการไม่ใช้ MM ได้ถึงเท่าตัวทีเดียว ! ($607.8 หรือ 200%) ทั้งนี้ยังไม่ได้ยุ่งกับระบบเทรดเลยนะครับ ทุกอย่างยังเป็นระบบแบบเดิมๆ

ตอน นี้ทุกท่านเริ่มเห็นความสำคัญของ MM รียังครับ ถ้าเริ่มสนใจแล้วในตอนต่อไปผมจะเริ่มพูดถึง การวิเคราะห์ระบบเทรด และการหาค่า Expectancy ของ Trading System

ข้อคิดข้อที่ 1 : MM ที่ดีที่สุดไม่ใช้ MM ที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดนะครับ แต่เป็น MM ที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น



ตอนที่ 1 เกี่ยวกับค่า Expectancy ของ Trading System

ก่อนที่เราจะเริ่มใช้ MM กับการเทรดนะครับ อยากให้เพื่อนๆ สนใจตัวระบบเทรดของท่านเองก่อน

ระบบ เทรดที่ดีควรจะเป็นอย่างไร ระบบเทรดจริงๆ แล้วมีหลายแบบ แต่ที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีระบบใดที่คาดการณ์เทรนได้ถูกต้อง 100% พูดอย่างง่ายๆ คือ คุณไม่สามารถออกแบบระบบที่จะทำให้การเทรดทุกครั้งกำไรได้ตลอด ดังนั้นระบบเทรดที่ดีนั้นคือระบบที่ ยังคงรักษาผลกำไรไว้เป็นบวกได้ แม้จะได้หรือเสียบ้าง

ในทางคณิตศาสตร์ เราสามารถแสดงว่าระบบเทรดนั้นสามารถทำกำไรให้เราได้หรือไม่ (พูดง่ายๆ คือให้ผลการเทรดเป็นบวก) โดยการอาศัยการประมาณค่า Expectancy หรืออาจจะเรียกว่า ค่าคาดหวังก็ได้ โดยค่าคาดหวังนี้มีสูตรการคำนวณดังนี้ (ดัดแปลงให้ง่ายสำหรับ Forex)


Expectancy=(PipsProfit x ProbProfit)-(PipsLoss x ProbLoss)

โดย ที่ถ้าค่า Expectancy มีค่าเป็นบวก หมายถึงระบบสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว แต่มีค่าเป็นลบ ขอให้รีบห่างจากระบบนี้อย่างด่วนเลยนะครับ

เราลองมายกตัวอย่างง่ายๆ กันก่อน

ยก ตัวอย่างการปั่นเหรียญ ซึ่งมีโอกาส 2 แบบ คือ ออกหัว 50% และ ก้อย 50% ถ้าเราสมมติว่าการเล่นแต่ละครั้งมีโอกาสได้หรือเสียเท่ากัน คือ 10 บาท เราจะได้ว่า
Expectancy=(10x0.5)-(10x0.5)=0 ซึ่งหมายความว่า ระบบนี้ไม่ทำกำไรในระยะยาว (แต่ก็ไม่ขาดทุน) ไม่ว่าจะเล่นนานเท่าไหร่ก็เสมอตัวครับ

คราว นี้มาลองดูระบบต่อไป ซึ่งโฆษณาว่ามีค่า %wins ถึง 80% ฟังแล้วดูดีใช่มั้ยครับ แต่อย่าเพิ่งตาลุกครับ เราลองมาดูต่อไปว่าระบบนี้จะมีค่า Expectancy เท่าไร ซึ่งเมื่ออ่านรายละเอียดของระบบเทรดนี้แล้ว ปรากฎว่า ค่า %wins 80% นี่เกิดจากการตั้ง SL ที่ 100 จุด และ TP ที่ 20 จุด ซึ่งจะได้ว่า Expectancy=(20x0.8 )-(100x0.2)=-4 ซึ่งหมายความว่า ระบบนี้ใช้แล้วขาดทุนนั่นเอง T T

ลองดูอีกซักตัวอย่างแล้วกันนะ ครับ(คือผมเริ่มเมื่อยแล้ว ) สมมติว่ามีระบบเทรดระบบหนึ่งที่มี %wins 40% และ %loss 60% ระบบนี้ดูไม่น่าเล่นใช่ไหมครับ แต่เดี๋ยวก่อน ผู้พัฒนาระบบบอกว่า เวลาคุณได้กำไรจะได้กำไรโดยเฉลี่ย 60 pips และถ้าเสียจะเสียเพียง 30 pips ซึ่งพอเรามาคิดค่า Expectancy จะได้ Expectancy=(60x0.4)-(30x0.6)=+6 ซึ่งหมายความว่า ระบบนี้ทำกำไรได้ เฉลี่ยแล้ว 6 pips ต่อการเทรด 1 ครั้ง น่าสนใจใช่มั้ยล่ะครับ

ทั้ง หมดนี้เป็นค่าโดยประมาณเท่านั้นนะครับ เพราะว่าค่า Expectancy คำนวณจากผลในอดีตของเรา ซึ่งในอนาคตผลไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น ดังนั้นถ้าหาค่า Expectancy ได้มีค่าใกล้ศูนย์ (แม้จะเป็นบวกน้อยๆ) ก็อาจจะทำกำไรในอนาคตไม่ได้นะครับ และที่สำคัญ ผลที่ใช้คำนวณค่า Expectancy ของเรา ขอให้คำนวณจากการเทรดของเรานะครับ ไม่ใช่เอาระบบคนอื่นมาไม่พอ ยังเอาผลการเทรดคนอื่นมาคิดด้วย เพราะนั่นคือค่า Expectancy ของเขา ไม่ใช่ของเราครับ ในการเทรดจริงๆ แล้ว ครึ่งหนึ่งมาจากอารมณ์ของเรานะครับ ขอให้คิดตรงนี้ด้วย

ข้อคิดข้อที่ 2 : MM จะไม่มีประโยชน์เลยสำหรับ Trading System ที่มี Expectancy เป็นลบ เพราะไม่ว่าจะเล่นอย่างไรก็เสีย

ตอนที่ 2 ทำไมต้องใช้ Money Management

ในการเทรด คุณเคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้หรือไม่


เทรดได้หลายๆ ครั้ง เริ่มมั่นใจ แล้ว overtrade แล้วก็เสีย T T ยอดเงินที่เสียครั้งเดียวเกือบเท่าๆ กับ ครั้งที่ได้ผ่านๆ มารวมกัน
เท รดโดยใช้ %Risk สูงๆ เพื่อหวังให้ยอดเงินโตเร็วๆ แต่พอเสียครั้งหนึ่งแล้วหมดความมั่นใจ ครั้งต่อมาก็ลงน้อยๆ สุดท้ายพอได้มาก็ได้นิดเดียว ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า เวลาได้ลงน้อย เวลาเสียลงมาก ซะงั้น สุดท้ายกลายเป็น หมดตูด T T
กรณีนี้ดีขึ้นมาหน่อย คือเล่นได้กำไรไปเรื่อยๆ แต่พอเสีย 3-4 ทีติดกัน เงินหายไปเกือบครึ่ง เล่นเอาหมดความมั่นใจไปพักใหญ่
ไม่ รู้ว่าระบบที่ตัวเองใช้ควรจะลงเงินเท่าไหร่ดี เพิ่มยอดเท่าไหร่ดี ทำให้การเทรดไม่มีแบบแผน แม้จะได้กำไรก็ไม่มากเท่าที่ควร แถมยังควบคุมความเสี่ยงไม่ได้

และความสำคัญของ MM ก็คือ

กรณี ที่ระบบเทรดของเราได้กำไรอยู่แล้ว MM จะช่วยทำให้กำไรที่ได้นั้นมากขึ้น (โดยไม่ต้องพัฒนาระบบ) ซึ่งสามารถทำให้ระบบบ้านๆ ของเราสามารถสร้าง Capital Growth เหนือกว่าระบบที่สุดยอดแต่ไร้การวางแผนได้
ในกรณีที่เราเล่นเสีย MM จะคอยควบคุมการเสียของเราให้อยู่ในความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และรักษาเงินทุนของเรา ช่วยให้สามารถผ่านช่วงที่เสียหนักๆ (ช่วงที่เกิด Drawdown) ได้

จากเหตุผลที่กล่าวมานี้ MM จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเทรดนะครับ ในตอนต่อไปผมจะเริ่มกล่าวถึงชนิดของ MM แล้วนะครับ

ข้อ คิดข้อที่ 3 : การเทรดที่กำไรเป็นส่วนประกอบของ ระบบเทรด 20% Money Management 30% และ Emotions (รวมถึง Discipline) 50% แต่หลายคนกลับสนใจ 20% ส่วนแรกมากที่สุด (สรุป: ทำให้คนที่ประสบความสำเร็จใน Forex มีไม่ถึง 20% แต่ 80% นั้นเสีย (สรุปแบบขำๆ นะครับ จริงๆ แล้วยังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกมาก))

ตอนที่ 3 ชนิดของ Money Management

แม้ ว่า MM จะมีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นระบบที่วางด้วยช่วงเวลา อัตราส่วนการลงทุน หรืออัตราส่วนการเติบโตของเงินทุน แต่เราสามารถแบ่ง MM ได้เป็น 3 แบบ (ในบางที่อาจจะใช้แค่ 2 แบบนะครับ) ดังนี้

1. Constant Investing Money Management - การเทรดแบบนี้คือการตั้งค่าการเทรดตั้งแต่เริ่มเทรดเลย เช่น ตั้งไว้ที่ 2.0 Lot ก็จะเทรดเท่านี้ต่อไปตลอด จนยอดเพิ่มขึ้นมากขึ้นแล้วอาจจะเปลี่ยนการตั้งค่า โดยเริ่มคิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง เป็น MM ที่ง่ายที่สุด ข้อดีคือยิ่งเล่นได้มากขึ้น ความเสี่ยงโดยรวมก็จะยิ่งลดลง และลำดับการได้เสียไม่มีผลต่อการเทรด (เช่น เสียติดกันสิบครั้ง แล้วตามด้วยได้สิบครั้ง ให้ผลไม่ต่างจากได้สลับกับเสียอย่างละครั้ง) โดยทั่วไปจะใช้ MM แบบนี้เป็นตัวเปรียบเทียบกับ MM ในรูปแบบอื่นๆ

ตัวอย่างเช่นดังตารางด้านล่างนะครับ (เทรดด้วย Quantity เท่าเดิมตลอด)
เทรดครั้งที่ เงินลงทุน กำไร/ขาดทุน เทรดครั้งที่ เงินลงทุน กำไร/ขาดทุน
1 1000 +200 1 1000 +200
2 1200 +200 2 1200 +200
3 1400 -100 3 1400 +200
4 1300 -100 4 1600 +200
5 1200 -100 5 1800 +200
6 1100 +200 6 2000 -100
7 1300 +200 7 1900 -100
8 1500 -100 8 1800 -100
9 1400 +200 9 1700 -100
10 1600 -100 10 1600 -100
1500 1500

จะ เห็นว่ายอดการเทรดเท่ากัน ไม่ว่าระบบจะมีลำดับการกำไร ขาดทุนอย่างไรก็ตาม ข้อดีของระบบนี้ คือ ง่ายๆ ตรงไปตรงมา ไม่คิดมาก ลำดับการเทรดไม่มีผลต่อกำไร ขาดทุน ยิ่งเล่นนานโอกาสเสียหมดตัวยิ่งน้อยลงมาก ส่วนข้อเสีย คือ ทุนเติบโตช้ามาก อาจจะเร็วในช่วงแรก แต่จะช้ามากในช่วงหลังๆ จนต้องปรับแผนใหม่ (บางทีอาจไม่นับการเล่นแบบนี้เป็น MM)

2. Martingale Money Management - การเล่นแบบนี้เรียกง่ายๆ ว่า แทงทบ ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะเข้าใจดีจากเว็บพวก Casino ที่เล่นปั่นหัว-ก้อย และมีสูตรตามบอร์ดบอกถึงวิธีได้ 100% หรืออะไรทำนองนี้ (ซึ่งมันไม่จริงหรอก) ซึ่งระบบนี้ใช้หลักการที่ว่า

สมมติฐานที่ 1: เมื่อเราเทรดเสีย การจะกลับไปมีเงินทุนเท่าเดิมนั้นจะยากขึ้น เช่น คุณมีพอร์ทขนาด $100 เสียไปครึ่งหนึ่ง คือ $50 การที่จะทำให้ทุนเท่าเดิมจึงต้องเทรดให้ได้กำไรเป็นสองเท่าของทุนแล้ว (จาก 50-100) ไม่ใช่เทรดเพิ่มอีกครึ่งหนึ่งแบบตอนที่เสีย ลักษณะแบบนี้เราจะเรียกว่า Drawdown ดังนั้นในการเทรดครั้งหลังๆ ควรจะลงทุนเป็นจำนวนมากขึ้น เพื่อให้ทุนกลับมาเท่าเดิมได้เร็วขึ้น

สมมติฐาน ที่ 2: การเทรดเสียแต่ละครั้ง ในบางโอกาส เมื่อเราเสียครั้งหนึ่งแล้ว โอกาสที่จะเสียครั้งต่อไปจะลดลง เช่นการเทรดพวก Commodities Future ซึ่งอาจมีราคาต่ำสุดในรอบฤดูกาลนั้นๆ และคาดการณ์ได้ว่าราคาจะขึ้นในช่วงต่อไป อาจจะใช้วิธีนี้ หรืออาจจะใช้การเล่นแบบซื้อเฉลี่ยได้ ซึ่งโอกาสที่ซื้อครั้งหลังๆ (ราคาต่ำมากแล้ว) จะมีโอกาสเสียน้อยลง เพราะ Commodities ราคาจะไม่เป็น 0 แน่นอน

ข้อดี: ระบบนี้เหมาะมากสำหรับระบบที่เข้ากับสมมติฐานทั้งสองข้อข้างต้น และอาจใช้ร่วมกับการซื้อเฉลี่ยได้ ผลกำไรที่ได้จากการเทรดครั้งหลังๆ จะเป็นทวีคูณ

ข้อเสีย: ระบบนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการเทรดที่ใช้ Margin หนักๆ อย่าง Forex เนื่องจากการทบนั้นครั้งหลังๆ จะเพิ่มความเสี่ยงเป็นทวีคูณ และการเล่น Forex ก็คาดการณ์ได้ยากว่าราคาจะขึ้นหรือลงไปถึงจุดไหน แถมด้วยโอกาสได้เสียของการเทรดแต่ละครั้งยังเป็นอิสระต่อกันด้วย เช่นเดียวกับการเล่น หัว-ก้อย ซึ่งไม่ควรใช้ระบบนี้เช่นกัน เพราะว่าเมื่อออกหัวติดๆ กันหลายครั้งแล้วไม่ได้หมายความว่าครั้งต่อไปโอกาสออกก้อยมากขึ้น โอกาสออกก้อยก็ยังเป็น 50% เท่าเดิม ซึ่งบางครั้งการแจกแจงความน่าจะเป็นในชีวิตจริงก็ทำไม่ได้อย่างตรงไปตรงมานะ ครับ อีกอย่างด้วยระบบนี้อาจทำให้เสียหมดตัวได้ ในการเทรดช่วงเดียว (ช่วงที่เจอ Drawdown อาจหมดตัวได้)

เนื่องจากระบบนี้ไม่ค่อยเกี่ยว ข้องนักกับการลงทุนใน Forex ผมจึงจะไม่ขอกล่าวถึงมากนะครับ ส่วนตัวอย่างรูปแบบการลงทุน อาจจะเป็นได้ทั้งแบบ 2n หรือ 3n ก็ได้ เช่น เริ่มจากจำนวน Lot 0.1->0.2->0.4->0.8->1.6->3.2 อย่างนี้เป็นต้น

3. Anti Martingale Money Management - ระบบนี้ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าตรงกันข้ามกับระบบ Martingale หรือระบบ แทงทบ ซึ่งจะลงเพิ่มเมื่อเงินทุนลดลง แต่ MM แบบนี้ จะเพิ่มจำนวนการเทรดขึ้นเมื่อยอดเงินเพิ่มขึ้นพอสมควรแล้ว ซึ่งลักษณะการเพิ่มของระบบนี้ ในทางคณิตศาสตร์จะเพิ่มในลักษณะของกราฟเอกซ์โพเนนเชียล หรือในลักษณะของอนุกรมเรขาคณิต ซึ่งเป็นระบบที่พวกเราทั่วๆ ไปใช้กันนั่นเอง ส่วนรายละเอียดของระบบนี้ขอเป็นคราวหน้าแล้วกันนะครับ ครั้งนี้ผมเมื่อยแล้ว 555+

ข้อดี: ความเสี่ยงในการเทรดค่อนข้างคงที่ การเพิ่มของเงินทุนเป็นแบบอนุกรมเรขาคณิตซึ่งรวดเร็วมาก

ข้อ เสีย: หากควบคุมความเสี่ยงไม่เหมาะสมกับการเทรด หรือมี Trading System ที่มี Expectancy เป็นลบ (แต่เข้าใจว่ามันเป็นบวก T T) หรือการกระจายตัวของการเทรดไม่เหมาะสม ระบบนี้ก็อาจจะเร่งการเสียได้เร็วพอๆ กับเร่งยอดของเงินทุน ซึ่งอันตรายมาก แต่วิธีนี้ก็มีทางแก้ โดยการใช้รูปแบบของการเทรดแบบต่างๆ ซึ่งแต่ละแบบก็จะเหมาะสมกับนิสัยและสไตล์การเทรดของแต่ละคน

ปล. ช่วงหลังๆ อาจไม่เขียนตัวอย่างนะครับ เพราะว่าผมเหนื่อยอ่ะ เอาเป็นว่าท่านอื่นๆ ถ้าอยากแสดงตัวอย่างการเทรดแบบต่างๆ ก็สามารถแสดงกันได้เต็มที่เลยนะครับ ^^

ปล. 2 เนื่องจากขณะที่เขียน ผมเขียนๆ เอาโดยอาศัยจำๆ เอา อาจจะไม่ได้อ้างอิงความถูกต้องมากนัก ดังนั้นอาจจะมีที่ผิด (จากความเข้าใจผิดของผม) ในที่ใดที่หนึ่งได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง วานท่านผู้รู้ช่วยแก้ไขและตรวจสอบความถูกต้องให้ด้วยนะครับ

และในคราวหน้าเราจะเริ่มพูดถึงขวากที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับนักลงทุน นั่นคือ Drawdown

ข้อ คิดข้อที่ 4: เมื่อมี Trading System ที่ดีแล้ว MM จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะเป็นนักลงทุนประเภทใด ถ้าใช้ Constant Investing คุณจะเป็นนักออมเงินทีดี หากใช้ Martingale MM คุณจะกลายเป็นนักพนัน และสุดท้ายหากใช้ Anti Martingale MM อย่างเหมาะสม คุณจะกลายเป็นผู้มีอิสระภาพทางการเงิน

ตอนที่ 4 Drawdown
ว่ากันว่าอุปสรรคสำคัญที่สุดที่ทำให้นักลงทุนแทบทุกคนที่ท้อ เจ๊ง และหมดทุนเลิกเล่นกันไปหลายรายนั้น ก็เพราะว่าผ่านช่วงที่เป็น Drawdown ไม่ได้นี่แหละครับ ในตอนนี้เราจะพูดถึงความสำคัญของ Drawdown และมาดูกันว่า Drawdown ที่แท้จริงแล้วคืออะไร
ก่อนจะรู้จัก Drawdown ผมว่าเราควรรู้จักการเสียก่อน นั่นคือ Loss โดยการเสียนั้น เราจะเห็นได้จากประวัติในอดีต โดยครั้งที่เราเสียมากที่สุด เราจะเรียกมันว่า Maximum loss เช่นมีคุณมีลำดับการเทรดดังภาพที่แนบมานะครับ
ท่านจะเห็นที่ผมขีดเส้นสีแดงไว้นะครับ นั่นแหละ Maximum loss การเสียครั้งเดียว -400 ดูน่ากลัวใช่มั้ยครับ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่แฝงในกราฟนี้ นั่นคือ Drawdown คุณคิดว่าช่วงที่คุณเสี่ยงที่สุดคือช่วงที่คุณ -400 หรือเปล่าครับ ถ้าใช่นั่นก็แสดงว่าคุณคิดผิดเข้าให้แล้ว และถ้าคุณสร้าง MM จากค่า -400 คุณก็อาจจะหมดตัวเอาได้ง่ายๆ ลองดูเส้นสีน้ำเงินที่ผมขีดให้ดูสิครับ จะเห็นได้ว่า แม้จะเสียน้อยๆ (แถมมีกำไรนิดๆ มาคั่นตลอดด้วย) แต่รวมๆ แล้ว รอบหลังเราเสียถึง -600 นั่นแหละครับคือ Maximum Drawdown
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่กำหนดว่าความเสี่ยงสูงที่สุดคือเท่าไหร่ ไม่ใช่ Maximum loss อย่างที่หลายๆ คนคิด ทำให้การเทรดผิดพลาดมาก เพราะคิดแต่ว่า "ฉันจะเสียได้เท่าไหร่ต่อการเทรด 1 ครั้ง" แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่กำหนดว่าระบบเทรดของเราจะรอดมั้ยนั่นคือ Maximum Drawdown ซึ่งหากระบบไหนวางแผนการเสียสูงสุดน้อยกว่า Maximum Drawdown แล้วล่ะก็ ระบบนั้นก็จะทำให้ท่าน หมดตูด อย่างแน่นอน
สรุปคือ Drawdown คือช่วงการเทรดที่มีการเสียและมีการลดเงินทุนอย่างต่อเนื่อง (ถ้าเป็น Technical ก็คือลดลงเรื่อยๆ และทำ new high ไม่ได้ซะที 555+) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นตอนไหนบ้าง ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดครับ ผมจะลองยกตัวอย่างซัก 2 แบบใหญ่ๆ แล้วกัน

กลุ่มที่เน้นเล่นระบบ Trend Following เช่นการใช้ MACD หรือ MA แบบต่างๆ maximum drawdown คือช่วง Sideway ครับ ซึ่งจะเข้าๆ ออกๆ บวกบ้างลบบ้าง แต่โดยมากจะลบซะมากกว่า สะสมเรื่อยๆ กลายเป็น drawdown
ส่วนกลุ่มที่เน้น เล่นระบบ Swing Trading เช่นใช้ Indicator ประเภทที่เป็น oscillator และให้สัญญาณเร็ว เช่น Stochastic และซื้อตาม OB/OS จะเสียหนักในตอนช่วงที่ตลาดกำลังมีเทรน และจุดนั้นจะเป็นตัวกำหนด maximum drawdown ครับ

และต่อท้ายหน่อยแล้วกัน จากกราฟตัวอย่างที่ผมแสดง ทุกท่านคิดว่าเหมาะกับ MM ประเภทไหนครับ Constant Martingale หรือ Anti-martingale
ผมเฉลยเลยแล้วกัน ระบบนี้จริงๆ แล้วเลิกใช้ได้เลยจะดีมาก 555+ เพราะว่า Drawdown สูงมาก อาจจะทำให้หมดตัวเอาง่ายๆ ครับ
แต่ ถ้าให้เลือกสักอัน ผมจะเลือก MM แบบ Constant Investing ครับ เพราะว่า Drawdown ที่สูงขนาดนี้คงไม่เหมาะกับระบบพวก Anti-martingale แน่นอน (และโดยเฉพาะระบบแบบ Matingale ด้วย???) ซึ่งการเพิ่มเงินทุนอย่างช้าๆ ไม่ทันใจของ Constant Investing ก็แลกกับความเสี่ยงในการรับ Drawdown ที่ดีขึ้นครับ

โดยระบบเทรดทุกระบบเทรด จะให้ Maximum Drawdown มาคำนวณความเสี่ยงสูงสุด และใช้ในการเลือก Trading Plan ที่เหมาะสมครับ

แล้ว ก็อย่าลืมว่า ไม่ว่าจะเป็น Maximum loss หรือ Maximum drawdown ก็เป็นข้อมูลในอดีตเช่นเดียวกับค่า Expectancy ซึ่งอนาคตการันตีไม่ได้ว่าจะไม่มีการเสียมากกว่านี้ในรอบหนึ่งๆ ดังนั้นค่าเหล่านี้ก็เป็นเพียงข้อมูลในอดีตที่ช่วยตัดสินใจเท่านั้นนะครับ และโดยทั่วไปแล้ว ระบบเทรดที่ดีมักจะวางยอดเงินที่เสียได้สูงสุดสูงกว่า Drawdown 2-3 เท่าก็ด้วยเหตุผลนี้ (แต่มีข้อมูลก็ยังดีกว่าไม่มีข้อมูลใช่ไหมล่ะครับ)

จบเท่านี้ก่อน ละกัน พรุ่งนี้ค่อยมาต่อเรื่อง Fixed Fractional MM ซึ่งเป็น MM ที่นิยมแนะนำกันโดยทั่วไป และมาพูดถึงข้อดีข้อเสียของมันกันครับ

ข้อคิดข้อที่ 5 วัฏจักรการเทรดมีอยู่ 5 ขั้นตอน คือ 

1.ฝากเงินทุนเริ่มต้น >
2.เทรดจนกำไร หน้าชื่นตาบาน (มั่นใจในความรู้ ฝีมือการเทรด และระบบเทรด) >
3.เจอ Drawdown เสียเงินกว่าครึ่ง >
4.ท้อใจ ถอนเงิน หมดหวัง หมดความมั่นใจ และเลิกเล่น (ความเชื่อมั่นในความรู้หมดไป สิ้นหวังกับตลาด) >
5.ไปหาความรู้มาใหม่ ทำใจอยากเข้าตลาดอีกครั้ง

และ ก็จะวนกลับมาที่ 1.ฝากเงินทุนเริ่มต้น ซ้ำอีกเป็นรอบที่ 2 และรอบต่อๆ ไป ซึ่งเหตุผลที่คนกว่า 80% ไม่ประสบความสำเร็จ ก็เพราะทนกับวัฏจักรนี้ได้ไม่เกินสามสี่รอบ และเลิกเล่นกลางคัน การที่คุณผ่านวัฏจักรที่กล่าวมาได้รอบแล้วรอบเล่า นั่นหมายถึงความใกล้ประสบความสำเร็จของคุณนะครับ

ปล.2 เรื่องจริงของชีวิต ผมผ่านวัฏจักรนี้มาแล้วกว่าห้ารอบ ท้อใจมาแล้วรอบละเป็นปี แต่ผมก็ยังไม่หมดหวังครับ อยากให้เพื่อนๆ ท้อได้ แต่อย่าหมดหวัง ในขณะที่ความรู้และประสบการณ์การควบคุมตัวเองของเราดีขึ้น ซักวันด้วยสิ่งที่เราสะสมมาในแต่ละรอบ จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้แน่นอนครับ ^^



อัน สุดท้ายนั้นเป็นเพียงแค่ Fixed Risk หรืออัตราส่วนการเสีย 1 ครั้งต่อจำนวนเงินทุนเท่านั้นครับ ต่างจากวิธีที่ใช้ Kelly Criterion ที่เป็นการ Optimized แบบหนึ่ง

จริงๆ แล้ว Kelly Criterion นี่ไม่ค่อยเหมาะกับการเทรดซักเท่าไหร่นะครับ แต่น่าจะเหมาะกับพวกการพนันมากกว่า เพราะมันเป็นการทำ Optimize ประเภทหนึ่งที่คิดถึงผลกำไรเป็นหลักโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง
และสำหรับนักเทรดทั่วๆ ไป แม้กระทั่งมืออาชีพก็ยังไม่กล้าใช้ เพราะอะไรน่ะเหรอครับ ผมจะลองยกตัวอย่างให้ดูสักตัวอย่างแล้วกัน

เช่นระบบเทรดในกระทู้แรก ถ้าใช้ Kelly Criterion ช่วยในการคำนวณ เราจะได้ว่า
f*=(bp-q)/b
อธิบายนิดหนึ่ง
f* คือจำนวนเงินเป็นเปอร์เซ็นต์ที่จะลงในแต่ละครั้ง
b คืออัตราส่วนระหว่างจุดที่ได้ กับจุดที่เสีย
p คือความน่าจะเป็นที่จะได้
q คือความน่าจะเป็นที่จะเสีย

เราจะแทนค่าระบบเช่นเดียวกับระบบที่ใช้ PlanE คือให้ b=50/30=1.66 p=0.70 และ q=0.30 ซึ่งจะได้ค่า
f*=(1.66x0.7-0.3)/1.6
= 0.54 หรือ 54% !!!

ผมว่าไม่มีท่านใดในบอร์ดนี้กล้าเทรดครั้งละ 54% หรอกใช้มั้ยครับ เพราะอะไรน่ะหรือ มีเหตุผลสำคัญ 4 ข้อครับ
1.จำนวน % ของเงินลงที่คิดจาก Optimized Profit จะมีค่าสูงจนคนเทรดอาจจะเกิดอาการณ์มือไม้สั่นได้ และไม่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวที่เน้นความมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง
2.ค่าที่ใช้คำนวน f* ล้วนเป็นค่าจากอดีต ซึ่งไม่ได้ยืนยันว่าอนาคตจะเป็นเช่นนั้น
3.การเทรดที่ % สูงๆ อาจจะทำให้เวลาเสียครั้งหนึ่งท่านนั่งเครียดได้ ก้อเล่นเสียทีเงินหายครึ่งนึ่งนี่นา
4.กรณี ที่เสียติดกันหลายๆ ครั้ง จะทำให้ทุนลดฮวบฮาบ (แบบ Exponential เช่นกัน) ซึ่งเกิดจากการที่สูตรนี้ Optimized Profit แต่ไม่ได้ Optimized Risk

แต่ผลกำไรสำหรับ Kelly Plan นั้นมากซะจนน่าตกใจ ดัง Plan $ ที่ผมแนบมาที่ใช้ Optimized Risk 54% ได้ผลดังตาราง
ผล ที่ได้ก็ตามที่คาดไว้ คือยอดสุดท้ายสูงถึง 300000 เหรียญ หรือคิดเป็น 1000 เท่า ของระบบปกติ ทั้งนี้เนื่องมาจากการ optimal จาก maximum profit

ว่าแต่มีใครกล้าเล่นแบบนี้มั้ยครับ เทรดเสียครั้งเดียวเสียเงินครึ่งนึง



Visitors: 56,917