Multiple Time Frame

Multiple Time Frame Analysis

Multiple Time Frame Analysis  ก็คือการวิเคราะห์คู่เงินเดียว ราคาเดียวกันในหลาย Time Frame หรือในกรอบเวลาที่แตกต่างกันนั่นเอง
อย่าลืมว่าแต่ละคู่เงินมีหลายกรอบเวลา อย่างกราฟรายวัน รายชั่วโมง 15 นาทีหรือแม้แต่ 1 นาที ซึ่งหมายความว่านักลงทุนอาจมีความเห็นที่แตกต่างกันในการเทรดคู่เงินเดียว กัน และความเห็นของพวกเขาทั้งสองก็เป็นความเห็นที่ถูกต้องเหมือนกัน อย่างเช่น พรนภา อาจจะเห็นว่า EUR/USD นั้นอยู่ในแนวโน้มขาลงในกราฟ 4 ชั่วโมง แต่อัครเทพ นั้นเทรดในกราฟ 5 นาที และเห็นว่าราคายังวิ่งอยู่ในกรอบราคาขึ้นๆลงๆ  และความเห็นของพวกเขาทั้งสองต่างก็ถูกต้อง  
และด้วยเหตุนี้เองที่สร้างปัญหาให้การ เทรดเกิดความสับสนในบางครั้ง เมื่อมองดูราคาที่กราฟ 4 ชั่วโมง เห็นว่ามีสัญญาณขายแล้วก็ไปดูที่ กราฟรายชั่วโมงแล้วเห็นว่าราคายังค่อยๆปรับตัวขึ้น  แล้วทีนี้จะทำอย่างไร ??  ให้ยึดกรอบเวลาใดกรอบเวลาหนึ่งเป็นหลัก ใช้สัญญาณจากกรอบเวลานั้นในการเทรดโดยไม่ต้องสนใจกรอบเวลาอื่นหรือว่าอย่าง ไร ???
ในบทความนี้เราจะพูดถึงว่าคุณควรโฟกัส ไปที่กรอบเวลาไหน เทรดเดอร์แต่ละคนควรเลือกเทรดในกรอบเวลาใดกรอบเวลาหนึ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งจะพูดถึงเรื่องนี้ในภายหลัง และประการที่สองก็คือวิธีการวิเคราะห์ในกรอบเวลาที่แตกต่างกันเพื่อช่วยให้ มีการตัดสินใจซื้อขายที่ดีขึ้น

กรอบเวลาไหนที่คุณควรเทรด
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนมือใหม่ ไม่ทำในสิ่งที่พวกเขาควรทำก็คือ พวกเขาเทรดในกรอบเวลาที่ไม่เหมาะสมกับบุคลิคหรือตัวตนของพวกเขา เทรดเดอร์มือใหม่มักจะอยากรวยอย่างรวดเร็ว ทำให้พวกเขาเริ่มเทรดในกรอบเวลาเล็กๆอย่าง 1 นาที หรือ 5 นาที แล้วก็จบลงด้วยความผิดหวังเมื่อพวกเขาเทรดในกรอบเวลาที่ไม่เหมาะกับตัวเอง
และสำหรับเทรดเดอร์บางคนกลับรู้สึกสบาย กว่าที่จะเทรดในกรอบเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่นานกว่าแต่ก็ไม่ได้นานจนเกินไป สัญญาณการซื้อขายมีน้อยลง แต่ก็ไม่น้อยเกินไป การเทรดในกรอบเวลานี้จะช่วยมีเวลามากขึ้นในการวิเคราะห์ตลาดและไม่ต้องรีบ ร้อนตัดสินใจจนเกินไปนัก
และในทางตรงกันข้ามเราอาจมีเพื่อนคน หนึ่งที่ไม่เคยเทรดในกรอบเวลา 1 ชั่วโมงเลย เขาก็จะรู้สึกว่าเวลา 1 ชั่วโมงมันช้ามากสำหรับเขา เขาก็จะรู้สึกอึดอัดแล้วอยากทำการซื้อขายที่กราฟ 15 นาที ซึ่งมันก็ทำให้เขามีเวลามากพอแต่ไม่มากเกินไปที่จะตัดสินใจตามแผนการเทรดของ เขา ในขณะที่เพื่อนของเราอีกคนหนึ่งไม่รู้ว่าจะเทรดที่กรอบเวลา 1 ชั่วโมงได้อย่างไร เพราะเขาคิดว่ามันเร็วเกินไป เพราะเขาเทรดที่กรอบเวลารายวัน รายสัปดาห์และรายเดือน
ตอนนี้คุณอาจจะมีคำถามว่าแล่วกรอบเวลา ไหนที่เหมาะสมกับคุณ ก่อนอื่นคุณควรดูที่บุคลิกของตัวเอง คุณต้องรู้สึกสบายไม่อึดอัดกับกรอบเวลาที่คุณเทรด คุณมักจะมีความู้สึกที่กดดันหรือขัดแย้งบ้างเมื่อคุณเทรดกับเงินจริง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่คุณไม่ควรจะรู้สึกกดดันจากสาเหตุที่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเร็วเกินไปและ ทำให้ยากที่จะตัดสินใจซื้อขาย หรือมีการตัดสินใจที่ช้าเกินไปและทำให้คุณพลาดได้
เมื่อเราเทรดใหม่ๆ เราไม่สามารถยึดติดอยู่กับกรอบเวลา เราควรเริ่มกับกรอบเวลา 15 นาที จากนั้นก็ 5 นาที จากนั้นเราจะพยายามเทรดที่ 1 ชั่วโมง กราฟรายวัน และ 4 ชั่วโมง สิ่งนี้จะเป็นไปตามะรรมชาติของเทรดเดอร์ใหม่ จนกว่าคุณจะพบว่าโซนกรอบเวลาไหนที่คุณเทรดแล้วรู้สึกสบาย  และขอแนะนำว่าให้คุณลองเทรดในหลายๆกรอบเวลาในบัญชีเดโม่ก่อน เพื่อดูว่ากรอบเวลาไหนที่เหมาะสมกับคุณที่สุด

กรอบเวลาไหนที่คุณควรเทรด


รายละเอียดของกรอบเวลา
การเทรดมันก็เหมือนกับสิ่งอื่นในชีวิต ของเราเอง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณ ถ้าคุณชอบอะไรที่ไปช้าๆไม่เร่งรีบในการเทรดแต่ละครั้ง  คุณก็อาจเลือกกรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้นในการเทรด  หรือหากคุณชอบความเร็วที่ตื่นเต้นเร้าใจ คุณก็อาจเลือกเทรดที่กรอบเวลา 5 นาที
ต่อไปนี้คือความแตกต่างระหว่างกรอบเวลาขั้นพื้นฐานที่แตกต่างกัน

เทรดระยะยาว (Long term)
เทรดเดอร์ที่เทรดระยะยาวมักจะดูกราฟที่ กรอบเวลารายวันและรายสัปดาห์ หราฟรายสัปดาห์จะทำให้เห็นมุมมองในระยะยาวและช่วยสนับสนุนในการเข้าออเดอร์ ในกราฟรายวันซึ่เป็นระยะที่เวลาที่สั้นเข้ามา ระยะเวลาในการถือออเดอร์อาจกินเวลาไม่กี่สัปดาห์หรือหลายเดือนหรือบางทีอาจ จะถึงปี
ข้อได้เปรียบ ก็ คือ ไม่ต้องดูกราฟในระหว่างวัน และการซื้อขายก็ครั้งน้อยลง ซึ่งก็ลดจำนวนการจ่ายค่าสเปรดลงด้วยและมีเวลามากขึ้นในการพิจารณาแผนการเทรด แต่ละครั้ง
ข้อเสียเปรียบ คือ รอบการสวิงของราคาจะมีขนาดใหญ่ ปรกติจะอยู่ที่ 1-2 ปี ดังนั้นเทรดเดอร์จะต้องอดทนรอ การค้าที่มีขนาดใหญ่จำเป็นต้องรอสวิงในระยะยาวและบ่อยครั้งที่ต้องอดทนรอใน ช่วงที่ติดลบระยะยาวเป็นเดือนๆ

เทรดระยะสั้น หรือ สวิงเทรด (Short-term)
การเทรดระยะสั้นมักจะใช้กรอบเวลาที่ 1 ชั่วโมง และถือออเดอร์หลายชั่วโมง อาจจะถึงวันไปจนถึงสัปดาห์  
ข้อได้เปรียบ คือ มีโอกาสในการซื้อขายมากขึ้น มีโอกาสน้อยเสียทั้งเดือน ไม่ต้องรอที่จะเทรดเพื่อทำกำไรแค่ 1-2 ครั้งต่อปี
ข้อเสียเปรียบ คือ มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เพราะต้องจ่ายค่าสเปรดมากขึ้น (ในการเทรดแต่ละครั้ง) มีความเสี่ยงชั่วข้ามคืนซึ่งเป็นปัจจัยที่เพิ่มขึ้นมาในการถือออเดอร์ข้าม คืน หรือหลายๆวัน

เทรดระหว่างวัน (Intraday)
เทรดเดอร์ที่เทรดระหว่างวัน มักจะใช้กราฟรายนาที เช่น 1 นาทีหรือ 15 นาที ในการเทรดระหว่างวัน และปิดออเดอร์แบบวันต่อวัน
ข้อได้เปรียบ คือ มีโอกาสในการซื้อขายมาก มีโอกาสน้อยที่จะเสียทั้งเดือน ไม่มีความเสี่ยงข้ามคืน
ข้อเสียเปรียบ คือ มีรายจ่ายในการซื้อขายที่สูงมาก เพราะต้องเสียค่าสเปรดทุกครั้งที่ทำการซื้อขาย เกิดความสับสนในการตัดสินใจมากขึ้น เนื่องจากต้องเปลี่ยนทัศนคติบ่อยๆในการเทรด (เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง) ผลกำไรจะถูกจำกัดเพราะต้องออกจากตลาดเมื่อสิ้นสุดวัน

นอก จากนี้แล้วคุณยังต้องพิจารณาจำนวนเงินทุนของคุณในการเทรดด้วย ในการเทรดระยะสั้นทำให้คุณสามารถตั้งจุดตัดขาดทุนที่น้อยกว่า ในการเทรดในกรอบเวลาที่ใหญ่กว่าก็จำเป็นต้องมีจุดตัดขาดทุนที่มากกว่าตามไป ด้วย คุณจึงควรมีขนาดบัญชีการซื้อขายที่ใหญ่ เพื่อให้คุณสามารถเล่นกับราคาที่สวิงขึ้นลงของตลาดได้ โดยไม่ต้องเจอกับ margin call
สิ่งที่ สำคัญที่สุดที่ต้องจำไว้คือ ไม่ว่าคุณจะเลือกเทรดในกรอบเวลาใดก็แล้วแต่ มันก็ควรเป็นเหมาะกับบุคลิกของตัวคุณเองซึ่งจะทำให้คุณเทรดได้แบบเป็น ธรรมชาติไม่อึดอัดหรือเร่งรีบจนเกินไป หากคุณยังรู้สึกตกใจอยู่บ้างในการเทรด นั่นก็อาจเป็นเพราะว่ากรอบเวลาที่คุณเลือกเทรดนั้นไม่เหมาะสมกับคุณ และนี่ก็คือสาเหตุว่าทำไมเราจึงแนะนำให้คุณลองเทรดในบัญชีเดโม่ก่อนเพื่อ เลือกกรอบเวลาที่เหมาะสมกับตัวคุณเองก่อนที่จะเทรดในกรอบเวลาที่เหมาะสมใน บัญชีจริง ซึ่งจะช่วยลดความผิดพลาดของคุณได้
และเมื่อคุณเลือกรอบ เวลาที่เหมาะสมได้แล้วทีนี้คุณก็จะเทรดได้ด้วยความรู้สึกที่สบายๆ เริ่มที่จะสนุกกัยการเทรดมากขึ้น ที่นี้คุณก็สามารถเริ่มมองราคาในกรอบเวลาอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์ตลาดได้ดีขึ้น
ซื้อหรือขาย
ก่อนที่เราจะอธิบายเกี่ยวกับการ วิเคราะห์ราคาโดยใช้หลายกรอบเวลา เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ว่าทำไมคุณจึงควรที่จะเปลี่ยนความคิดเมื่อดูกราฟใน กรอบเวลาที่แตกต่างกัน
เรามี Indicators  มากมาย และก็มีข่าวเศรษฐกิจอีกมากที่จะช่วยในการวิเคราะห์กราฟ นอกจากนี้เรายังไม่ฝึกฝนการเทรดกันมาแล้ว ทีนี้เราก็มาดูที่กราฟแล้วก็ตัดสินใจว่าจะเข้าออเดอร์ซื้อหรือขาย (บายหรือเซล) และคุณจะต้องใส่ใจมากขึ้นเมื่อพยายามที่จะวิเคราะห์กราฟในกรอบเวลาที่แตก ต่างกัน
ลองมาดูที่กราฟ 10 นาที ของ GBP/USD เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2010 โดยเราได้ใส่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 (MA200) ลงในกราฟ และดุเหมือว่า MA200 จะทำหน้าที่เป็นแนวต้าน โดยที่ราคากลับมาทดสอบแนวต้านและกลายเป็นโดจิ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการเซล


แต่ลองมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป ราคาได้พุ่งขึ้นไปปิดเหนือแนวต้านและวิ่งขึ้นไปอีก 200 จุด ซึ่งเลวร้ายมากหากคุณเซลในตอนแรก


มันเกิดอะไรขึ้นกันนี่ ? ทีนี้เราลองมาดูในกราฟ 1 ชั่วโมง เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น และถ้าคุณได้ดูในกราฟ 1 ชั่วโมงตั้งแต่แรกคุณก็จะสังเกตได้ว่าราคามันอยู่ที่แนวรับด้านล่างของกรอบ เชเนลราคาขาขึ้น และที่มากไปกว่านั้นคือราคาฟอร์มตัวเป็นโดจิเมื่อชนกับเส้นแนวรับ ซึ่งเป็นสัญญาณบายอย่างชัดเจน

และราคาได้วิ่งตามกรอบเชเนลขาขึ้นในกรอบเวลา 4 ชั่วโมงอย่างชัดเจนด้วย

ถ้าคุณได้ดูกราฟในกรอบเวลานี้ตั้งแต่ ครั้งแรก คุณก็คงไม่ตัดสินใจเซลในทันทีเมื่อคุณเห็นสัญญาณขายในกราฟ 10 นาที และกราฟทั้งหมดนี้คือกราฟในวันและเวลาเดียวกัน มันแตกต่างกันแค่กรอบเวลาที่แสดงเท่านั้นเอง ตอนนี้คุณพอเห็นถึงความสำคัญของการดูกราฟในกรอบเวลาที่แตกต่างกันบ้างหรือ ยัง?
ส่วนมากเรามักเคยชินกับการดูกราฟที่ 15 นาที  เราไม่เคยเข้าใจเลยว่าในเมื่อทุกอย่างมันดูดี ดูถูกต้องแล้วทันใดนั้นราคาก็มีการกลับตัวหรือวิ่งไซด์เวย์ เราไม่เคยเข้าใจว่าควรจะดูในกรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้นเพื่อดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น บ่อยครั้งที่เมื่อมีการไซด์เวย์หรือกลับตัวในกราฟ 15 นาที มักจะเป็นเพราะราคาในกรอบราคาที่ใหญ่กว่าได้วิ่งชนแนวรับหรือแนวต้าน และคุณควรจำไว้ว่า แนวรับหรือแนวต้านในกรอบเวลาที่ใหญ่กว่านั้นมีนัยยะที่สำคัญมากกว่าในการต้านราคา
การดูกราฟในหลายกรอบเวลาอาจช่วยให้เรา ผิดพลาดได้น้อยกว่าการที่เทรดในกรอบเวลาเดียว และช่วยให้คุณสามารถถืออเดอร์ได้นานขึ้นเพราะคุณสามารถเห็นตำแหน่งของคุณได้ ชัดเจนมากขึ้นเมื่อเทียบในภาพที่ใหญ่กว่า
เทรดเดอร์ส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการเทรด ในกรอบเวลาเดียว และยึดกับกรอบเวลาเดียวนั้นกับ Indicators ที่พวกเขาใช้ โดยไม่สนใจกราฟในกรอบเวลาอื่นๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ บ่อยครั้งที่พวกเขาจะเจ็บตัวกับเทรนใหม่ที่มาจากกรอบเวลาอื่นๆที่ใหญ่กว่า ที่พวกเขาไม่ได้ใส่ใจ

การผสมผสานระหว่างกรอบเวลา
การเทรดโดยการวิเคราะห์ราคาจากหลายกรอบเวลาหรือหลายทามเฟรม คุณไม่ควรที่จะดูเฉพาะกรอบเวลาที่คุณต้องการเทรด แต่ควรจะซูมเข้าซูมออกเพื่อดูในกรอบราคาที่เล็กและใหญ่กว่าด้วย
ก่อนอื่นให้ดูว่ากว่ามันเกิดอะไรขึ้นในกราฟ อย่าพยายามซูมเข้าไปดูที่จุดเล็กๆ แต่ควรดูจากมุมกว้าง ดูจากภาพรวมกว้างๆของตลาด จงจำไว้ว่า การเทรดในกรอบเวลาที่ใหญ่กว่า ทำให้มีเวลามากขึ้นในการวิเคราะห์และวางแผน ซึ่งก็หมายความว่ามันจะเป็นการเทรดในการเคลื่อนไหวหรือสวิงในตลาดที่มีระยะ ยาวกว่า และก็ยังมีแนวรับ-แนวต้านที่มีความสำคัญมากขึ้นในกรอบเวลามี่นานกว่าด้วย
เริ่มต้นด้วยการเลือกกรอบเวลาที่คุณ ต้องการและจากนั้นเลื่อนไปดูในกรอบเวลาที่สูงขึ้น ทีนี้คุณก็สามารถตัดสินใจได้ได้ว่าจะซื้อหรือขาย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ที่ใช้และแนวโน้มที่มีในตลาด จากนั้นก็กลับไปที่กรอบเวลาที่คุณต้องการ (หรือแม้กระทั่งต่ำกว่า) และใช้กลยุทธ์ทางเทคนิคในตัดสินใจเลือกจุดที่จะเข้า-ออกออเดอร์ (ตั้งเป้าหมายกำไร กำหนดจุดขาดทุน)
และนี่ก็คือประโยชน์อย่างหนึ่งของการเท รดโดยใช้การวิเคราะห์จากหลายกรอบเวลา คุณจะสามารถหาจุดเข้าออกออเดอร์ที่ดีกว่าได้ด้วยการซูมเข้าไปดูในกรอบเวลา ที่เล็กลง โดยการเพิ่มมิติของเวลาในการวิเคราะหื ช่วยให้คุณสามารถช่วยให้คุณเห็นอะไรที่มากกว่าการเทรดในกรอบเวลาเดียว
อย่างเช่นถ้าคุณชอบเท รด EUR/USD แลคุณรู้สึกสบายใจในการเทรดที่กราฟ 1 ชั่วโมง ก่อนที่คุณเปิดการเทรดแต่ละครั้งคุรก็ควรเข้าไปดูที่กราฟ 4 ชั่วโมงก่อน เพื่อดูแนวโน้มโดยรวม

เมื่อเห็นแล้วว่าราคาเป็นขาขึ้นอย่าง ชัดเจน ทีนี้สิ่งที่ควรทำก็คือการมองหาสัญญาณซื้อ อย่าลืมว่าเทรนคือเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ ( Trend are your friend)  ทีนี้คุณก็กลับมาดูที่กรอบเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อหาจุดเข้าออเดอร์ และตัดสินใจที่จะใส่ Stochastic เข้าไปในกราฟเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

และทันทีที่กลับเข้ามาดูกราฟ 1 ชั่วโมงเราก็เห็นว่าแท่งเทียนเป็นโดจิ และ Stochastic เพิ่มมีการตัดขึ้นจากเงื่อนไขของการ Oversold แต่เราก็ยังไม่แน่ใจว่าเปิดออเดอร์ตรงจุดไหนดี จึงเปิดเข้าไปดูในกราฟ 15 นาที เพื่อช่วยหาจุดเข้าที่ดีที่สุดและเป็นการยืนยันที่หนักแน่นขึ้นด้วย


ดังนั้นตอนนี้เราก็จะมาจับตาดูที่กราฟ 15 นาที และเห็นว่าเส้นเทรนไลน์ที่รับอยู่นั้นดูเหมือนว่าจะแข็งแกร่งใช้ได้ที่เดียว และไม่ใช่เพียงเท่านั้น แต่ Stochastic ก็มีสัญญาณ Oversold ในกรอบเวลา 15 นาทีเช่นกัน เราจึ
ตัดสินใจว่าตรงนี้แหละเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการเปิดบาย  และลองมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป


และจากที่เราเห็น ราคาของ EUR/USD ยังคงวิ่งไปในแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งเราได้เปิดบายไว้ที่เหนือระดับ 1.2800 และยังคงถือออเดอร์อยู่ถึงสองสัปดาห์ ซึ่งทำกำไรได้ถึง 400 จุด
สิ่งทีคุณไม่ควรลือก็คือ มันมีข้อจำกัดเกี่ยวกับว่ากี่กรอบเวลาที่คุณควรดู  เพราะคุณคงไม่ต้องการให้หน้าจอของคุณเต็มไปด้วยกราฟที่บอกคุณในสิ่งที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณควรใช้อย่างน้อย 2 ทามเฟรม แต่ไม่เกิน 3 ทามเฟรม เพราะหารที่ดูมากไปจะทำให้เกิดความสับสนจนทำให้เกิดความผิดพลาดได้

Time Frame Combinations
ถึงตอนนี้เราอยากจะบอกถึงการใช้กรอบ เวลาในการเทรด ที่ช่วยให้มีความยืดหยุ่นมากที่สุดสำหรับแปลความหมายในการเทรดในแนวโน้มระยะ ยาว ระยะกลาง หรือระยะสั้น
กรอบเวลาที่ ใหญ่ที่สุด เราจะใช้เพื่อพิจารณาแนวโน้มหลักของเรา ซึ่งจะแสดงให้เห็นภาพใหญ่ของคู่เงินที่เราต้องการเทรด กรอบเวลาต่อไปคือกรอบที่ต่ำลงมาซึ่งเป็นกรอบเวลาปรกติของเรา และมันจะส่งสัญญาณซื้อขายในระยะกลาง และกรอบเวลาเล็กสุด ที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มระยะสั้นและช่วยเราในการหาจุดเข้าออกออเดอร์ที่ดี ทีสุด
ซึงคุณ สามารถเลือกใช้กรอบเวลาไหนก็ได้ตามที่คุณต้องการ เมื่อแต่ละกรอบเวลาที่คุณเลือกมีระยะเวลาที่แตกต่างกันมากพอที่จะเห็นการ เคลื่อนไหวของราคาที่แตกต่างกันในแต่ละกรอบเวลา ซึ่งคุณอาจใช้
  • 1 นาที, 5 นาที และ 30 นาที
  • 5 นาที, 30 นาที และ 4 ชั่วโมง
  • 15 นาที, 1 ชั่วโมง และ 4 ชั่วโมง
  • 1 ชั่วโมง, 4 ชั่วโมง และ 1วัน
  • 4 ชั่วโมง, 1วัน และรายสัปดาห์ หรือ อื่น ๆ
เวลาที่คุณพยายามที่จะตัดสินใจว่า ควรเลือกระยะเวลาที่แตกต่างกันแค่ไหนระหว่างกราฟ คุณ ควรแน่ใจว่ามีความแตกต่างมากพอสำหรับ การเคลื่อนไหวขึ้นลงในกรอบเวลาที่มีขนาดเล็กสุดที่จะไม่สะท้อนให้เห็นถึงการ เคลื่อนไหวในกรอบราคาที่ใหญ่ที่สุดของคุณ หากกรอบเวลาที่คุณเลือกนั้นอยู่ใกล้กันเกินไปมันก็อาจจะไม่สามารถบอกถึงความ แตกต่างระหว่างกรอบเวลาได้ ซึ่งก็จะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง


Credit:thaiforexschool
Visitors: 31,038