Trend Following

เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Trader !! (ตอนที่ 1)


richard dennis 150x150 เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Trader !! (ตอนที่ 1)

ใครกันหนอ คือ “ผู้เฒ่าเต่า” ผู้ให้กำเนิดกลุ่มเซียนเต่า ( ผมขอบัญญัติศัพท์เองเลยนะครับ อิอิ ) เขาก็ไม่ไช่ใครอื่นครับ เขาก็คือบุคคลที่เคยได้รับฉายาว่าเป็น “Prince of the pit” หรือ เจ้าชายแห่งตลาด “คอมโมดิตี้” และตลาด “ฟิวเจอร์” เจ้าตำรับ Trend Follower ผู้ที่พกตังค์ในกระเป๋าเข้าตลาดและเริ่มต้นชีวิตการเป็นโคตรเซียนหุ้นด้วย เงินเพียง 400เหรียญ และเปลี่ยนมันกลับเป็นกำไรกลับมาถึง 200 ล้านเหรียญ !!!…..กี่เท่าหนอไปคิดกันเอาเอง :) และเขาคนนี้ยังเป็นผู้ที่สร้างเทรดเดอร์ระดับโลก ออกมาอีกหลายคน ถึงตรงนี้เริ่มสนใจกันรึยังครับ อิอิ ถ้าอยากจะอ่านต่อก็คลิก! เข้าไปเลยครับ!


ขอเกริ่นนำก่อนนิดนึงนะครับว่าผมเขียนบทความนี้สรุปย่อมาจากหนังสือหุ้น The original turtle trading rulesเหตุผล ที่เอาหนังสือหุ้นเล่มนี้มาแปลดู ก้อไม่มีอ่ะไรมากครับเพราะ มันเป็นระบบการเล่นหุ้นที่น่าสนใจระบบหนึ่งที่เคยโด่งดังมากในอเมริกา ( ผม ขอเรียกรวมๆว่าเล่นหุ้นเลยนะครับในส่วนรายละเอียดที่ไม่ค่อยสำคัญ เป็นคำโม้ของผมซะมากกว่า มันพิมพ์สั้นดีครับ แต่จะเน้นคำเฉพาะในทีที่สำคัญครับ ) ต่อครับๆต่อ และไอ้วิธีการเล่นหุ้นและวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคในรูปแบบนี้แหละ ที่ทำให้ “กลุ่มเต่า” เจเนอเรชั่นหลังๆ แต่ละคนทำเงินกันได้มหาศาลจริงๆ ครับไว้วันหลังผมจะเล่าเรื่องต้นกำเนิดตำนาน “โคตรเซียนเต่า” ให้ฟังต่อนะครับ


บทที่ 1

A Complete Trading System From Original Turtle

ระบบการเล่นหุ้นที่สมบูรณ์แบบ

เคยสังเกตุกันใหมว่านักเล่นหุ้นที่ประสบความสำเร็จ ( พูดง่ายๆว่ารวย ) ส่วนใหญ่แล้วมักจะมี “วิธีการเล่นหุ้นอย่างเป็นระบบที่แน่นอน แต่ยืดหยุ่นในวิเคราะห์และตัดสินใจ” และนี่คงไม่ไช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอนครับ !!

มาถึงตรงนี้แล้วหลายคนคงสงสัยว่าอะไรคือระบบการเล่นหุ้นและวิเคราะห์หุ้นที่ดีไช่ใหมครับ แล้วมันจำเป็นอย่างไรที่ต้องมีระบบ ? แน่นอนครับจำเป็นแน่นอนและมากด้วย ! เพราะเนื่องจากความที่คนก็คือคนครับ “อารมณ์” เป็นเรื่องที่หลีกไม่พ้นอย่างแน่นอน หาก พวกเราเคยได้นำการเทรดที่ผ่านมามาวิเคราะห์ส่วนมากแล้วเราจะพบว่า ความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากอารมณ์ของเราทั้งนั้นตั้งแต่ซื้อยันขาย !….. และ นี่เป็นที่มาของความจำเป็นที่เราจะต้องมีระบบในการเล่นหุ้นล่ะครับจะได้ไม่ ต้องปวดหัว ปวดใจ คอยลุ้นกันให้ตัวโก่งเลยทีเดียว ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ระบบการเล่นหุ้นของเรามันครบถ้วนในสิ่งที่มันควรมีเรามาว่ากันต่อดีกว่า….

องค์ประกอบที่สมบูรณ์ของ Trading System

turtlesystem2 เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Trader !! (ตอนที่ 1)

 

  • ตลาด ( Market )

  • จำนวนของการซื้อขาย ( Position sizing )

  • การเข้าซื้อ ( Entries )

  • การหยุดขาดทุน ( Stop )

  • การขายทำกำไร ( Exit )

  • กลยุทธ์ ( Tactics )

หลายคนอ่านดูแล้วคงคิดว่ามันชักจะหลายอย่างเกินไปแล้ววุ้ย! ไช่ใหมครับ ใจเย็นๆครับมองดีๆแล้วมันก้อง่ายมากเลยนะครับ ไม่พ้นหลักที่เราเคยเรียนภาษามาตั้งแต่เด็กแหละครับ มันก็คือหลักใครทำอ่ะไร” “เท่าไหร่” “เมื่อไหร่” “ที่ใหน” “อย่างไร” นั่นแหละครับ ……. แปลให้ง่ายก้ออย่างนี้ล่ะครับ

การที่ระบบจะสมบูรณ์นั้นจะต้องมีจุดตัดสินใจในการ

  1. ซื้ออ่ะไร นั่นหมายความว่าคุณจะต้องคิดแล้วล่ะครับ ว่าคุณจะเล่นกับความเสี่ยงแบบใหน หุ้นหรือ ฟิวเจอร์ หรืออ่ะไรต่างๆนาๆ ที่เรารู้จักกันแหละครับ

  2. ซื้อเท่าไหร่ ขายเท่าไหร่…… แปลว่าอ่ะไร ก็แปลว่า ระบบจะต้องบอกคุณได้ว่าคุณมีตังค์เท่านี้ๆคุณควรจะซื้อเท่าไหร่ให้เหมาะสมในการจัดการความเสี่ยงครับ บางคนเรียก ( Money Management )

  3. ซื้อเมื่อไหร่…. คำถามนี้ถามง่ายตอบยากครับ แต่ระบบของคุณก็ควรจะมีจุดตัดสินใจที่แน่นอนไว้ก่อน

  4. จุดหนี อยู่ที่ใหนพูดง่ายๆคือ รู้ตัวว่าผิดไปแล้วเมื่อไหร่นั่นแหละครับ เป็นสิ่งสำคัญมากที่ระบบต้องมีนะครับ

  5. ขายทำกำไรเมื่อไหร่….เรื่องนี้ผมคิดว่าทุกคนทำเป็นแต่จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพที่สุดนั้นตอบยากแต่จำเป็นต้องกำหนดไว้ก่อนเช่นกัน

และ นี่ก็เป็นหลักคร่าวๆในการสร้างระบบการเล่นหุ้นที่สมบูรณ์นะครับ คราวนี้ก็คงถึงคราวว่าท่านทั้งหลายจะต้องไปนั่งทบทวนตัวเองแล้วละครับว่า ปัจจัยในการวิเคราะห์หุ้นของเราเนี่ยมันขาดตกบกพร่องไปตรงใหนรึล่าว ข้อควรจำไว้ก็คือ ระบบ การเล่นหุ้นที่ดีนั้นจะต้องทำให้เราสามารถตัดเอา “ความรู้สึกและอารมณ์” ของเราไม่ให้เจือปนในการวิเคราะห์และตัดสินใจ ซึ่งนั่นก็เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอารมณ์ของเราเอง ซึ่งจะทำให้เรามีความสม่ำเสมอในการเล่นหุ้นได้อย่างดีขึ้นแน่นอนครับ

ที นี้ได้ไม่ต้องปวดหัว “กลัวเวลาที่ต้องกล้า กล้าเวลาที่ต้องกลัว” กันอีกนะครับ ปัญหาเรื่องปล่อยหมูในเล้าให้เสียอารมณ์จะได้หมดไปอีกด้วยครับ

Michael Covel ( ผู้เขียนหนังสือ The Complete Turtle Trader ) บรรยาย Turtle traders

บทนี้พอแค่นี้ก่อน คราวหน้าจะมาต่อบทที่ 2 นะครับใครสนใจจะอ่านตัวเต็มแบบไม่ต้องเสียอารมณ์ ลองหาอ่านดูได้ใน The original Turtle Trading Rulesนะครับ 

เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Trader !! (ตอนที่ 2)


turtles3 เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” : The Turtle Trader !! (ตอนที่ 2)

สวัสดีกันอีกครั้งครับคราวที่แล้วที่ค้างไว้ว่าจะนำเรื่องของ “เซียนเต่า” The Turtle trader มาฝากความจริงผมอยากนำมาแปลมาลงทั้งหมด เกี่ยวกับ Original Turtle trading rules แต่คาดว่ามันจะยาวไป เลยขอนำเอาตอนที่ 3 ของหนังสือหุ้นเล่มนีมาฝากกัน เป็น Idea เกี่ยวกับเรื่องของ Position Sizing ของระบบของพวก “เซียนเต่า” TheTurtle trader แล้วกันนะครับ

ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นวิธีการเล่นหุ้นที่มีนานมาแล้วแต่คิดว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่เคยรู้ว่ามีไอเดียแบบนี้อยู่ โดยปกติแล้วเรามักจะรุ้จักแต่การกำหนด Cut loss โดยอิงกับราคาที่เราคิดว่าหุ้นมันไปผิดทางแล้ว แล้วนำมาคำนวนsize ของจำนวนเงินและจำนวนหุ้นที่จะซื้อเช่น กำหนด Portfolio Risk ไว้ที่ 2% ถ้าพอร์ท 1ล้านบาทเท่ากับว่าคุณยอมเสียตังค์แต่ละเทรดเป็นเงิน 2หมื่นบาท เอาล่ะทีนี้ราคาหุ้นที่คุณจะซื้อคือ 10 บาท จุดหักกลับที่คุณคิดว่าหุ้นไปผิดทางคือหรือ cut loss 9 บาท นั่นก็คือ ถ้าคุณนำเอาเงิน 20,000 บาท มาเทียบว่ามีค่าเท่ากับส่วนต่าง 1 บาทของเราคาหุ้น เราซื้อหุ้นที่ราคา 10 บาทจะเป็นเงิน 200,000 นั่นเอง ( ไม่รวมคอมมิสชั่น )

ถ้ายัง งงๆ นะครับ


Portfolio Risk = 1,000,000 * 2% = 20,000 บาท

หา Size ของจำนวนเงินที่จะเทรดได้โดย

  1. หาจุด Cut loss ก่อน เช่นซื้อ 10 บาท ขาย 9 บาท ส่วนต่าง = 1 บาท

  2. นำส่วนต่าง1บาทมาเทียบกับ Port risk = 20,000

  3. เมื่อ 20,000/1 บาท ถ้าหุ้นราคา 10 บาทต้องใช้เงิน = 200,000 บาท

  4. พูดเป็น สมการง่ายๆคือ Port risk/ส่วนต่าง * ราคาหุ้น นั่นเองครับ ทีนี้เราก็หาจำนวนเงินที่จะซื้อได้ง่ายๆแล้วนะครับ

  5. จริงๆ สูตรสมการนี้จะง่ายกว่าเดิมอีก เอาแบบลัดไปอีก เอาเป็นหาจำนวนหุ้นที่จะซื้อเลย ก็แค่นำ Port risk/ส่วนต่าง = จำนวนหุ้นที่จะซื้อแล้วครับ

นี่คือวิธีการคำนวนเงินในพอรท์ที่เราจะนำมาซื้อโดยทั่วไปแต่ เหล่า “เซียนต่า” Turtle trader มีวิธีการที่ต่างไป คือคิดตามค่า N หรือ Average True Range ของหุ้น เป็นยังไงลองอ่านดูครับ ( สำหรับคนที่หัวช้าในการคำนวนผมหาโปรแกรมมาช่วยแล้วนะครับ ใช้ง่ายดีครับ “ฟันธง” !! )


free trade position size calculator เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” : The Turtle Trader !! (ตอนที่ 2)

ของ ฟรีสำรับ นักเล่นหุ้นครับ trade-position-size-calculator โหลดได้ที่ http://free-trade-position-size-calculator.lastdownload.com

Position Sizing

นักเล่นหุ้นแบบ Turtle trader ใช้ค่าความผันผวนของตลาดมาเป็นตรรกะในการหา Position size”

การกำหนดขนาดของ position นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่มีคนเข้าใจน้อยที่สุดในการเล่นหุ้น Turtle trader นั้นใช้กระบวนการคิดหา Posiotion Size ที่ต่างไปจากนักเล่นหุ้นในยุคนั้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากพวกเขานำค่าความผันพวนมาคำนวน นั่นหมายความว่า Position ของเราจะมีค่าตามความผันผวนของตลาดนั่นเอง

อีกนัยหนึ่งก็คือหากตลาดมีค่าของความผันพวนสูงจะทำให้ Position Size ของเรามีขนาดเล็กลงกว่าการเล่นหุ้นในตลาดที่มีความผันผวนน้อยกว่า

ค่า ความผันผวนนี้มีความสำคัญมากที่จะนำมาใช้เนื่องจากมันจะทำให้เรา มีโอกาศได้เงินและเสียเงินจำนวนพอๆกัน แม้ว่าหุ้นเหล่านั้นจะเคลื่อนใหวแรงหรือช้าต่างกัน นั่นทำให้เราสามารถควบคุมความเสี่ยงจากการเล่นหุ้นที่ต่างตัวกันไป หรือต่างตลาดกันไป

ถึง แม้ว่าความผันผวนของการเคลื่อนใหวของหุ้นที่เรามีนั้นจะน้อยกว่าหุ้นตัวอื่น ที่เรามี แต่ผลที่ได้รับออกมาจะไม่แตกต่างกันเนื่องจากเราจะมีหุ้นที่มีค่าความผันผวน ต่ำอยู่มากกว่าหุ้นที่มีความผันผวนสูงนั่นเอง


Volatility and Meaning of Nค่าความผันผวนและความหมายของ N

Turtle trader นำคอนเซปท์ที่ได้รับจาก Richard Dennis และ Bill Eckhardt มาใช้ คอนเซปท์นี่ถูกเรียกง่ายๆว่า N ซึ่งหมายถึงค่าความผันผวนของตลาด ( พูดง่ายๆคือการนำค่า N มาใช้ในการ cut loss นั่นเองครับ )

N คือค่า 20 days Moving average คำนวนแบบ Simple ของค่า True range ( ค่าสมบูรณ์ของการเคลื่อนใหว) ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า ATR( Average true range ) ค่า N นั้นแสดงถึงค่า ATR ในตลาดหรือหุ้นต่างๆในช่วงเวลานั้นๆ สูตรการหา ATR คือ

True range = Maximum(H-L,H-PDC,PDC-L)

โดย

H = High จุดสูงสุดของวัน

L = Low จุดต่ำสุดของวัน

PDC = Previous day’s close ราคาปิดเมื่อวันก่อน

_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _

การหาค่าของ N คือ

N = (19 * PDN + TR)/20

โดย

PDN = Previous day’s N ค่าN ของวันก่อน

TR = True range ค่าระยะความผันผวนสมบูรณ์ ( ค่าจะเป็นเลขจำนวนสมบูรณ์ ไม่มีค่าติดลบ )

สังเกตุว่าการหาค่า N นั้นต้องนำค่า N ของวันก่อนมาใช้ด้วย ค่าที่นำมาใช้ ของ N ในการหา Position Size คือ 20 days Moving average แบบsimple ของ True range ( ใครอยากลองทำไม่ต้องคิดให้ปวดหัวนะครับในโปรแกรม Metastock มี indicator : ATR ให้อยู่แล้วลองไปหาดูแล้วกำหนดเป็น 20 วัน )


peakandthrough เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” : The Turtle Trader !! (ตอนที่ 2)

แนวคิดพื้นฐานในการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค ของ Turtle trader นั้นอยุ่บนหลักการ Peak and Through

Dollar Volatility adjust (การปรับแต่งค่าความผันผวนเป็นจำนวนเงิน)

ขั้นแรกเราในการหา Position Size นั้นเราต้องปรับแต่งให้ค่า N นี้กลายเป็นจำนวนของเงินขึ้นมาก่อน

( ในกรณีที่เล่น คอมโมดิตี้ หรือ ฟิวเจอร์ต่างๆ นะครับเนื่องจาก 1 จุดจะไม่เท่ากับ 1 บาทเหมือนการเล่นหุ้น ) หาได้โดยการคำนวน

Dollar Volatility = N * Dollar Per Unit

เช่น ง่ายๆนะครับ1 จุดมีค่า 1000 เหรียญ ถ้า N ที่ได้จากค่าความผันผวนคือ 10 จุด นั่นคือค่าความผันผวนทั้งหมดคิดเป็น 10000เหรียญครับ นี่คือราคาที่เราต้องจ่ายต่อ 10 จุดหรือ 1N นั่นเอง

แต่หากเราเล่นหุ้นก็ไม่ยุ่งยากอะไรครับ ง่ายๆก็คือ

เช่น ราคาหุ้น 10 บาท เถ้าราได้ค่า N ที่ 1 บาทเราก็ไม่ต้องแปลงเพิ่มเติมอะไรครับ มันก็คือการหาจุด cut loss จาก Volatility นั่นเองและนั่นคือ ค่าความผันผวนสูงสุดที่ยอมได้และหากหุ้นเคลื่อนใหวผิดจากที่คิดถึงจุดนี้ต้องขายทิ้ง


Volatility adjust position unit ( การนำมูลค่าที่ได้จากการผันผวนมาหาขนาดของ Position )

ง่ายๆอีกเช่นเคย สูตรคือ Unit Size (= 2% * Portfolio Value) / N * Dollar per point

ในกรณีนี้ถ้าเล่นหุ้นก็ เอาค่า N มาคิดได้เลยนะครับ เช่น portfolio เรามีเงิน 1,000,000 บาท 2% คือ 20,000 นี่คือเงินที่เรายอมเสียในแต่ละครั้ง เอามาหารด้วย N ( นำ N มาเป็นจุด Stop loss ) เช่นหุ้นที่เราต้องการซื้อคือ 10 บาทและ N คือ 1 บาทเราจะ Cut loss ที่ 9 บาทนั่นเองครับ ทีนี้เอา 20,000 มาหารด้วย N=1 จะได้จำนวนหุ้นครับ กี่ unit ก็ว่าไปในที่นี้ได้ 20,000 หุ้น จะต้องใช้เงินทั้งหมด 10บาท*20,000หุ้น = 200,000 บาท


 เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” : The Turtle Trader !! (ตอนที่ 2)


มึนกันรึปล่าวครับ สรุปง่ายสำรับวันนี้ให้ก่อนนะครับ พวกเซียนหุ้น Turtle trader เนี่ยเค้ามีวิธีการหา Position size จากจุด Cut loss ที่ต่างไปกับเราๆครับ เช่นเราอาจจะกำหนดจุดขาย cut lossตามการหลุด trend line แล้วนำมาหา Position Size ในการเทรด แต่พวก “เซียนเต่า” Turtle trader จะใช้ ค่าเบี่ยงเบน Volatility มาใช้แทนครับ ซึ่ง วิธีการเล่นหุ้นแบบนี้จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจาก “อุบัติเหตุ”ที่ไม่คาดคิด หรือที่เรียกว่า Price shock ได้ดีกว่าครับ และนี่ก็คือเนื้อหา เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle trader !!


เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Trader !! (ตอนที่ 3)


turtle1 เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” : The Turtle Trader !! (ตอนที่ 3)

เอาล่ะครับเรามาว่ากันต่อถึงวิธีการเล่นหุ้นแบบ Turtle Trader ให้จบในบทที่ 3 ซึ่งเป็นเรื่องของการกำหนด Position Sizing และ Units limit ของกลุ่ม “เซียนเต่า” The Turtle trader กันดีกว่าถึงแม้บทนี้จะไม่มีเรื่องของการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคซักเท่าใหร่ แต่ทนอ่านอีกหน่อยนะครับ อีกนิดเดียวก็จบแล้วแถมยังเป็นเรื่่องสำคัญในการเล่นหุ้นให้สำเร็จด้วยครับ


The importance of Position Sizing ( ความสำคัญของการหา Position Size )

การกระจายความเสี่ยงนั้นมีความสำคัญเพื่อที่จะ กระจายการลงทุนไปยังหุ้นต่างๆ เพื่อจำกัดความเสี่ยงของ Port และเพิ่มโอกาศที่จะเล่นหุ้นถูกตัวให้มากขึ้น ด้วยครับ โดยในการนี้เมื่อเราใช้วิธีนี้แล้วจะทำให้เราสามารถจัดการ Risk/Reward ในหุ้นแต่ละตัวได้อย่างเท่าๆกันด้วย

ระบบTurtle Trading System จะใช้ค่า “ความผันผวน หรือ Volatility” ในการประเมิณความเสี่ยงในการลงทุนแทนที่วิธีธรรมดา (อ่านตอนที่ 2) เพื่อที่จะทำให้ความเสี่ยงในแต่ละการลงทุนที่ถืออยู่สามารถประเมินได้อย่างเท่าๆกันๆ และการทำเช่นนี้ยังสามารถช่วยให้เกิดความน่าจะเป็นที่จะเพิ่มปริมาณการเทรด ที่ถูกต้องได้มากกว่ากว่าเทรดที่ผิดพลาด


อีกประเด็นนึงที่น่าสนใจนั่นก็คือ การกระจายความเสี่ยงนั้น จะยากขึ้นหาก portfolio ของเรามีขนาดที่เล็กลง เนื่องจาก หากเราเล่น option , future หรือ commodity เราต้องเทรดเป็น contract ซึ่งบางครั้งการคำนวน position size ที่ออกมาจะได้ค่า ไม่เต็มจำนวนเช่น

Unit Size = 1% of account / N * dollar point

ในกรณีที่ ค่า N ที่ ได้นำมาคูณกับ มูลค่าต่อจุด ออกมาแล้วไม่เต็มจำนวนเราต้องตัดเลข ลงมา ไม่ไช่ตัดขึ้นนะครับไม่เช่นนั้นจะเกินความเสี่ยงที่เรารับได้นั่นเอง

เช่น ถ้า 1 point คือ 5,000 บาท ค่า N คือ 14.5 เราจะได้ 14.5 * 5000 = 72,500 บาท

จำนวนเงิน 2% ของport 1,000,000 บาท = 200,000 บาท

นำ 200,000 / 72,500 = 2.75862 เราต้องลดลงเหลือ 2 contract เท่านั้นครับ


turtle trading results เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” : The Turtle Trader !! (ตอนที่ 3)

กราฟแสดง Performance ที่ถูกจำลองขึ้นโดยใช้คอมพิวเตอร์จากระบบ Turtle Trading System ตั้งแต่ปี 1990-2003 ( เฉพาะในตลาดที่ U.S )

Unit as a measure of risk (การนำUnit หรือ ปริมาณของการเทรดมาประเมิณความเสี่ยง )

เมื่อ Turtles นำunit มาเป็นหลักพื้นฐานในการหา Position size แล้วและเมื่อการที่แต่ละ unit นั้นได้ถูกปรับแต่งมาเป็นอย่างดีตามค่าความผันผวนของตลาด เราจึงสามารถที่จะนำจำนวน unit มาประเมิณความเสี่ยงของport เราได้เช่นกันครับ

Turtles จะถูกกำหนดกฏของการเทรดเพิ่มเข้ามาเพื่อจำกัดความเสี่ยงจากจำนวนของ unit ตามแต่ละช่วงเวลาและตาม ตลาดที่เข้าเทรดเพื่อเป็นการปกป้อง portในเวลาที่พวกเขาต้องเจอกับ Losing period หรือ Drawndown หรือแปลอีกอย่างตามประสาชาวบ้านว่าช่วง ดวงซวยนั่นเองครับ เช่นเมื่อตลาดเกิดการหักกลับอย่างกระทันหันหรือ การ panic เป็นต้นอย่างเช่นช่วง Black monday ในตลาด อเมริกา หากว่าพวกเขาไม่ทำเช่นนั้นก็จะต้องเจอกับชีวิตที่น่าเศร้าของ เทรดเดอร์นับแสนคนที่ มูลค่าของ Portfolio หายไปหลาย สิบเปอร์เซนท์ในเพียงวันเดียวเฉกเช่นเดียวกัน ครับ


นี่เป็นตาราง limit ที่พวกเขาต้องทำตามครับ


LEVEL                            TYPE                                  MAXIMUM  UNITS

—1———- ตลาดชนิดเดียวกัน ————————– 4 Units—

—2———- ตลาดที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน —————— 6 Units—

—3———- ตลาดที่มีความเกี่ยวเนื่องกันเล็กน้อย ———- 10 Units—

—4———- การเทรดในทิศทางเดียวกัน Long-Short —– 12 Units—


* ในที่นี่หากเราๆที่เล่นหุ้นกันเพียงอย่างเดียว อาจจะมองหรือกำหนดเป็น Sector ขึ้นก็ได้ว่าแต่ละ Sector นั้นเราจะจำกัด Unit หรือ ปริมาณเงินของเราอย่างไรนะครับ หากท่านเล่นทั้ง หุ้นทั้ง future หรืออะไรต่อมิอะไรก็สามารถดูเป็นแนวคิดได้เช่นกันครับ ลองหากันดู


Adjusting Trading Size ( การปรับระดับลดน้ำหนักการลงทุน )

ในการเล่นหุ้นหรือลงทุนนั้น ปฏิเสธ ไม่ได้เลยว่าตลาดหุ้นอาจจะไม่เอื้ออำนวนอยู่เป็นเวลายาวนานหลายเดือน ในช่วงเวลาเหล่านี้ เป็นไปได้มากที่คุณจะต้องขาดทุนอย่างมหาศาล โดยเฉพาะพวก Trend trader หากตลาด Sideway อยู่หลายเดือน นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องรู้จักลดน้ำหนักการลงทุนลง !

และเมื่อเริ่มมีการทำกำไรก้อนใหญ่ๆได้อีกครั้งแล้ว คุณอาจจะค่อยๆเพิ่มปริมาณการเล่นหุ้นให้มากขึ้นอีกครั้ง พวกกลุ่มเซียนเต่า Turtle ทั้งหลายจะไม่เล่นหุ้นในปริมาณหรือน้ำหนักที่เท่าเดิม หรือเหมือนเดิมทุกครั้ง พวกเขาจะถูกประเมิณโดย Richard Dennis ในทุกๆปลายปีเพื่อ ลดน้ำหนักลง หรือ เพิ่มน้ำหนักขึ้น ตามผลงานของเขา

พวกเซียนเต่า Turtle Trader จะถูกสอนให้รู้จักการลดน้ำหนักการลงทุนลง 20% ของportfolio ทุกครั้งที่เกิดการขาดทุนรวมของ port ถึง 10% เช่น เงิน 1,000,000 เหรียญหากขาดทุน 10% เหลือ 900,000 เหรียญ เขาจะต้องโดนลด port เหลือ 800,000 เหรียญหากเกิดขาดทุนต่ออีก 10% เขาจะต้องปรับ port ลงอีกเหลือเพียง 640,000 เหรียญ นั่นเองถึงแม้ว่าจะดูเหมือนกับทำให้การทำกำไรกลับไปที่เดิมยากขึ้น แต่การทำเช่นนี้เป็นการลดความเสี่ยงจากช่วงเวลา Drawn down period ได้เป็นอย่างดี และช่วยในการลดน้ำหนักการลงทุนในเวลาที่ตลาดไม่เป็นใจได้เป็นอย่างดี

และถึงแม้ว่านี่จะเป็น Method การลด port จัดการความเสี่ยงแบบง่ายๆของพวกเขาก็ตามครับ อาจจะมีวิธีการอื่นที่ดีกว่านี้แต่มันก็ช่วยทำให้พวกเขาอยู่รอดและรักษา Performance ที่สม่ำเสมอมาได้ตลอดเป็นอย่างดีครับ

จบแล้วนะครับบทที่ 3 ของหนังสือหุ้นเล่มนี้ครับ Original Turtle Trading Rules ผมอาจจะแปลตกหล่นขาดๆไปบ้าง และบางช่วงอาจจะแปลตามใจไปหน่อยแต่คิดว่าเนื้อความสำคัญไม่ได้หายไปนะครับ



เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Trader !! (ตอนที่ 4)


turtle trader1 เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” : The Turtle Trader !! (ตอนที่ 4)

สวัสดีอีกครั้งครับ วันนี้เราวกกลับมาที่เรื่องของ The Turtle กันอีกครั้งนะครับซึ่งผมยังค้างไว้อยู่ซึ่งหลักจากได้ดูสถิการอ่านพบว่ามีคนสนใจเรื่องราวของเหล่าเซียนเต่า The turtle trader เป็นอันมากซึ่งผมเองก็ค่อนข้างแปลกใจเหมือนกันว่านำโด่งเรื่องอื่นไปเยอะทีเดียว :)


สำหรับในตอนที่ 4 นี้ผมจะพูดถึงเรื่องที่ค่อนข้างเป็นที่สนใจสำหรับคนที่อยากรู้เรื่องของ The turtles อยู่พอสมควรซึ่งนั่นก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของ “วิธีการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค ในการเข้าซื้อ-ขายหุ้นของ The Turtle” ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจริงๆแล้วนั้นทาง Turtles เค้าเองก็เคยบอกไว้อย่างนี้ครับ

เค้าว่ากันว่าในเรื่องของระบบการเทรดหุ้นนั้นการหาสัญญาณเข้าซื้อ หรือขาย(short)หุ้นเพื่อ  initiate position หรือ Entry นั้น“มีความสำคัญน้อยที่สุดสำหรับพวกเขา” แต่อย่างไรก็ตามการได้ศึกษาแนวคิดการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคของพวกเขาเหล่านี้ผมเองเห็นว่าก็เป็นการดีที่เราจะได้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ระบบการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคของ The Turtles นั้นใช้ Signal ที่เรียบง่ายอย่างที่เราอาจคาดไม่ถึง แต่นี่ก็คือสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งไม่ว่าจะเป็นนักเล่นหุ้นสายเทคนิค หรือ พื้นฐาน ความเรียบง่ายนี้เองกลายมาเป็นปัจจัยที่ทำให้พวกเขามีความได้เปรียบ จากความเรียบง่ายและชัดเจนในการเล่นหุ้นครับ


การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคเพื่อหาจุดซื้อขายของ The Turtles Trader

เหล่า Turtles นั้นจะเข้าซื้อขายโดยมีระบบพื้นฐาน 2 ชนิด ซึ่งมีรากฐานแนวคิดเบื้องต้นมาจากการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคจากระบบของ Donchian’s Channel Breakout System”

เมื่อกล่าวถึง “ระบบ” นักเล่นหุ้นส่วนใหญ่นั้นมักจะคิดถึงแต่เรื่องของการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคเพื่อหาสัญญาณซื้อ-ขาย เพราะพวกเขาเชื่อว่านี่คือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของ “ระบบ”

อย่างไรก็ตามเราก็อาจจะต้องประหลาดใจเมื่อเราพบว่าพวกเขานั้นใช้ระบบการเข้าซื้อ-ขายที่ง่ายดายเหลือเกินโดยมีรากฐานจากระบบ Donchian’s Channel Breakout System ซึ่ง Richard Dennis ได้นำมาสอนพวกเขานั่นเอง

พวกเขามีระบบการซื้อขายที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ 2 ระบบ เรียกว่า System 1” และ System 2” โดยที่เหล่า Turtles นั้นมีอิสระในการตัดสินใจที่จะเลือกใช้ระบบใดระบบหนึ่งหรือทั้งคู่ผสมผสานกันในการเล่นหุ้นของพวกเขาเอง

System 1คือระบบการเข้าซื้อ-ขายระยะสั้นซึ่งใช้การ Breakout จากจุดสูงสุดเดิมภายใน 20 วันที่ผ่านมา

System 2คือระบบการเข้าซื้อ-ขายระยะสั้นซึ่งใช้การ Breakout จากจุดสูงสุดเดิมภายใน 55 วันที่ผ่านมา

….

การทะลุแนวต้านและ แนวรับ(Breakout)

การเคลื่อนใหวทะลุแนวต้าน (ซึ่งต่อจากนี้จะเรียกว่า Breakout”) คือที่หุ้นสามารถเคลื่อนใหวทะลุจุดต่ำสุดหรือจุดสูงสุดเดิมภายในระยะวันเวลาที่เราอนุมานไว้ ฉะนั้น 20 days Breakout ก็คือการเคลื่อนใหวทะลุจุดสูงสุดหรือต่ำสุดเดิมที่ผ่านมาภายใน 20 วันนั่นเองครับ

Turtles จะเข้าทำการเข้าซื้อ(Buy) หรือขายหุ้น(short)เพื่อสร้าง Positionใหม่เมื่อราคาหุ้นนั้นได้เคลื่อนตัวทะลุผ่านแนวต้าน-รับ ทันทีเมื่อราคาได้ทะลุผ่านไประหว่างวัน” พวกเขาจะไม่รอให้หมดวันหรือผ่านวันนั้นไปเสียก่อน ในกรณีที่ราคาหุ้นเปิดตัว กระโดด(Gaps)ผ่านจุดซื้อขายของพวกเขาพวกเขาจะเข้าซื้อขายทันทีที่ราคานั้นๆ

(Note: คำว่าการเข้าซื้อ-ขาย คือการเริ่มสร้าง พอร์ท(Initiate Position) ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งทำได้ทั้งโดยการซื้อ(Buy) หรือขาย(Short) ทั้งนี้เนื่องจาก Turtles เล่นคอมโมดิตี้ต่างๆซึ่งอนุญาติให้มีการ long & short ได้ด้วยซึ่งหมายความว่าเขาจะ Long เมื่อเกิด ทะลุแนวต้านขึ้นไป และขาย Short เมื่อทะลุแนวรับลงมา (ซึ่งกรุณาอย่าสับสนการเข้า Entry กับ Exit signal นะครับ))

….….

การใช้ System 1

พวกเขาจะเข้าซื้อ-ขายทันทีเมื่อราคาทะลุผ่านแนวรับ-ต้านภายใน 20วันเพียงช่องเดียว เมื่อราคาได้ทะลุผ่านไปพวกเขาจะเข้าซื้อ-ขายเป็นจำนวนเริ่มต้นที่ 1 Unit(ดูวิธีการคำนวน Unit ได้จากเรื่องของ Position Sizing เนื่องจากTurtles มีวิธีการคำนวนจำนวนหุ้นจากความผันผวนของตลาด)

System 1 นั้นจะถือว่าเป็นโมฆะหากว่ามีสัญญาณซื้อของ System 1 ก่อนหน้านั้นและเมื่อดูแล้วพบว่าสัญญาณนั้นทำให้มีกำไรจากการเทรด (ทั้งในทางทฤษฏีและทางปฏิบัติซึ่งเราอาจจะไม่ได้ซื้อหรือขายก็ได้) โดยตัดสินจากการที่เราดูว่าสัญญาณที่เกิดขึ้นนั้นเมื่อซื้อหุ้นไปแล้วราคาหุ้นได้เคลื่อนใหวย้อนทางจนถึงจุด Stop ที่ 2N หรือไม่( อ่านได้จากเรื่องของ Position Sizing เช่นกัน)

อย่างไรก็ตามในกรณีที่สัญญาณจาก System 1 นั้นกลายเป็นโมฆะไป พวกเขาจะเข้าซื้อหรือขายอีกครั้งเมื่อเกิด 55 days Breakout เพื่อที่จะป้องกันการพลาดที่จะจับแนวโน้มใหญ่ไป และ 55 days Breakout นี่เองถือว่าเป็น Failsafe Signal หรือจุดประกันความเสี่ยงที่จะพลาดแนวโน้มใหญ่ในการเล่นหุ้นไป

จะ สังเกตุได้ว่าในกรณีที่คุณไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นนั้นคุณจะสังเกตุได้ว่าไม่ ว่าอย่างไรก็ตามจะต้องเกิดช่วงเวลาที่มีสัญญาณซื้อหรือขายเข้ามา ซึ่งจะเริ่มต้นโดยสัญญาณซื้อระยะสั้นคือ 20 days Breakout ก่อน และหากว่าสัญญาณนั้นเกิด Error หรือ ทำให้ขาดทุน ก็จะเกิด สัญญาณระยะสั้นนั้นขึ้นอีกครั้งแต่หากว่าสัญญาณระยะสั้นนั้น มีค่าถูกต้องสิ่งที่จะตามมาก็คือสัญญาณระยะยาวหรือ 55 days Breakout นั่นเอง

….

การใช้ System 2

Turtle จะเข้าซื้อ-ขายเมื่อราคาได้ทะลุผ่านแนวต้านหรือรับ 55 วันไปหนึ่งช่อง(tick) ทันทีระหว่างวันโดยจะเข้าซื้อเริ่มต้นเป็นจำนวน 1 Unit” ยกตัวอย่างเช่นเมื่อราคาทะลุแนวต้าน 55วันไป หนึ่งช่องพวกเขาจะเข้าซื้อทันที 1 Unit หรือเมื่อราคาของหุ้นได้ทะลุลงหลุดแนวรับ 55 วันไปพวกเขาจะเริ่มทำการขาย(Short)ทันที 1 Unit เช่นกัน

….

วันนี้เอาแค่นี้ก่อนละกันเดียวตอนต่อไปนำเรื่องของการ Add Position หรือซื้อเพิ่มเมื่อมีกำไร(ไม่ใช่ Cost average นะครับเพราะซื้อเพิ่มเมื่อมีกำไรเท่านั้น) เพื่อทำการ Maximize Profit นะ ครับซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญมากในการเล่นหุ้นทางเทคนิค ซึ่งจะแตกต่างกับสายพื้นฐานเลยทีเดียวซึ่งเดี๋ยวเราค่อยมาว่ากันต่อ วันนี้ลองเอากฏการเข้าซื้อ-ขาย ของ Turtles ไป ลองดูในกราฟกันก่อนนะครับหากสังเกตุดีๆคุณจะพบว่า เมื่อตลาดจะมีการเปลี่ยนแนวโน้มที่สำคัญมักจะผ่านช่วงวันนี้ไปซึ่งสำหรับใน ตลาดไทยนั้นผมได้พบว่ามีจะนวนวันที่ Significant ในการจับแนวโน้มใหญ่อยู่บ้างเช่นกันซึ่งอาจจะนำมาเขียนเล่าให้ฟังวันหลังนะครับแล้วเจอกันใหม่ที่ แมงเม่าคลับ.คอม นะครับ

……

psl Channel trading เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” : The Turtle Trader !! (ตอนที่ 4)

วิธี การเล่นโดยจับหุ้นแนวโน้มใหญ่ ด้วยการใช้ Significant Breakout เป็นตัวกรอง ในกรณีนี้คือ PSL ซึ่งในขณะนั้นปัจจัยพื้นฐานมีความเป็น Cyclical รองรับอยู่จากการที่กลุ่มเดินเรือนั้นอยู่ในช่วงปีทองของแนวโน้มทางธุรกิจ

เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Trader !! (ตอนที่ 5)


turtle cartoon เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” : The Turtle Trader !! (ตอนที่ 5)

สวัสดีอีกครั้งครับ วันนี้เรามาว่ากันต่อถึงวิธีการเล่นหุ้นแบบ Turtle Traders กันดีกว่าครับ สำหรับบทนี้จะเป็นเรื่องของวิธีการทยอยซื้อหรือขายเพิ่มเติมจากไม้แรก หรือที่เรียกว่าการ Adding Unit นั่นเองครับ โดยหลักการการทยอยซื้อขายของเหล่าเซียนเต่า Turtle Traders นั้นใช้หลักการจัดการความเสี่ยงในรูปแบบของ Anti-Martingel System นะครับ นั่นคือจะเพิ่ม Position ต่อ เมื่อเราเล่นถูกทางหรือได้กำไรแล้วเท่านั้น ซึ่งวิธีการเล่นหุ้นรูปแบบนี้เป็นวิธีการที่ค่อนข้างจะขัดแย้งกับความรู้สึก ของนักเล่นหุ้นทั่วไปอยู่บ้างเนื่องจากทุกคนต้องการซื้อให้ได้ราคาถูกที่สุด แต่เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Turtle Traders นั้นมองว่าพวกเขา “ซื้อแนวโน้มไม่ได้ ซื้อราคา” ดังนั้นหลักการนี้จึงถูกนำมาใช้เพื่อ จำกัดการขาดทุนหากแน้วโน้มเปลี่ยน แต่จะสามารถทำกำไรได้มากมายหากเล่นถูกทางกับตลาดครับ


…………………………………………………………………………………………………………………………………..

การทยอยเพิ่ม Position หรือ Adding Units

เหล่าเซียนเต่า Turtle Traders นั้น จะใช้ระบบพื้นฐานในการเข้าซื้อหุ้นเมื่อหุ้นทะลุผ่านแนวต้านขึ้นไป และจะเริ่มทำการซื้อเพิ่มไม้ต่อๆไปเมื่อราคาของหุ้นนั้นได้วิ่งไปตามแนวโน้ม ถึงระยะหนึ่ง ซึ่งระยะทางนั้นจะถูกกำหนดโดย ค่าของความผันผวนของตลาดครับ ซึ่งเป็นค่าที่นำมาจาก ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วันของ Average true range ที่เรียกว่าค่า N ครับ 

หลักการง่ายนั้นมีอยู่ว่า เหล่า Turtle Tradersจะทำการเข้าทยอยซื้อเพิ่มเมื่อราคาได้วิ่งขึ้นไป “จากจุดซื้อ หรือราคาต้นทุนไม้ล่าสุด” เป็นระยะทาง ½ N ครับ เช่นถ้าหุ้นมีจุด Breakout ที่ 20 บาท และ ½ N มีค่าเท่ากับ 0.4 เมื่อ Turtle Traders เข้าซื้อได้ราคาที่ 20 บาท ดังนั้นพวกเขาจะเข้าซื้อไม้ที่สองที่ราคา 20.4 บาท ครับแต่หากพวกเขาได้ราคาที่ สูงขึ้นจากเดิมที่ 20.2 พวกเขาจะเข้าซื้อเพิ่มที่ราคา 20.6 ครับ


ทั้งนี้นั้นการเข้าทยอยซื้อหรือขายเพิ่มจะต้องคำนึงถึงจำนวน Position ที่ได้ถูกกำหนดมาจากระบบ Position sizing และ Money Management ของพวกเขาไว้ล่วงหน้าแล้วครับ ซึ่งหากวันใหนที่ตลาดนั้นวิ่งไปอย่างแรงพวกเขาก็อาจจะ เข้าทยอยซื้อได้ถึง 4-5 ไม้ภายในวันเดียวก็เป็นได้ และนี่เป็นตัวอย่าง จากหนังสือ Original Turtle Trading Rules นะครับ

…………………………………………………………………………………………………………………………………..

Gold

N = 2.50

ใช้ระบบ 55 วันBreakout เข้าซื้อที่ราคา 310 บาท

ไม้แรกเข้าซื้อที่ราคา…………. …310.00

ไม้ที่สองเข้าซื้อที่ราคา…………..310.00 + ½ N หรือ 311.25

ไม้ที่สามเข้าซื้อที่ราคา…………..311.00 + ½ N หรือ 312.50

ไม้ที่สี่เข้าศื้อที่ราคา………………312.50 + ½ N หรือ 313.75

…………………………………………………………………………………………………………………………………..

ความสม่ำเสมอ และวินัยการเล่นหุ้น

สุดท้ายนี้เรื่องที่ต้องใส่ใจก็คือความสม่ำเสมอ และความมีวินัยครับ เหล่า Turtle Traders จะ ถูกสอนให้มีวินัยในการเข้าซื้อขายตามระบบอย่างเคร่งครัด และให้ความสำคัญที่เท่าเทียมกันในการเทรดหุ้นทุกครั้ง เนื่องจากด้วยรูปแบบของระบบ Trend Following ของเหล่า Turtle Traders นั้นจะมี Winning Ratio ที่ค่อนข้างต่ำ และผลกำไรของพอร์ทในแต่ละปีจะขึ้นอยู่กับการเทรดที่ได้กำไรอย่างมากมายเพียง 2-3 ครั้งในแต่ละปีครับ ดังนั้นหากมีการเทรดครั้งใดที่ถูกมองข้ามผ่านไป ไม่เข้าเทรด จะทำให้กระทบต่อผลงานในแต่ละปีเป็นอย่างมากครับ

เอาละครับหมดแล้วสำหรับวิธีการทยอยซื้อหรือขายเพิ่มของเหล่า Turtle Traders เราจะเห็นได้ว่าไม่มีความซับซ้อนแต่อย่างใดเลย นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าสิ่งสำคัญในการเล่นหุ้นคือ วินัย วินัย และวินัยครับ แล้วไว้เจอกันใหม่บทหน้าครับที่

เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Trader !! (ตอนที่ 6)

…………………………………………………………………………………………………………………………………

turtle 2 เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Trader !! (ตอนที่ 6)

สวัสดีครับ ต่ออีกบทไปเลยแล้วกันสำหรับวันนี้กับ Original Turtle Trading Rules บทนี้จะเป็นการพูดถึงวิธีการตัดขาดทุน หรือการควบคุมความเสี่ยงของเหล่าเซียนหุ้น The Turtle Traders กันครับ เรื่องของ Stop เป็นเรื่องที่สำคัญมาเรื่องหนึ่งของระบบการเล่นหุ้นแบบ Turtle Trading System เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามไปเป็นอันขาดเรามาว่ากันต่อครับ


………………………………………………………………………………………………………………………………

Stop การตัดขาดทุน

……………………………………………………………………………………………………………………………..

เหล่า Turtle Traders หลีกเลี่ยงการขาดทุนอย่างรุนแรงโดยใช้ค่าความผันผวนของตลาด หรือ N มาใช้คำนวนจุดตัดขาดทุน”

……………………………………………………………………………………………………………………..

มีคำกล่าวไว้ว่า “อาจจะมีนักเล่นหุ้นเก๋าเกม อาจจะมีนักเล่นหุ้นที่กล้าหาญ แต่จะไม่มีนักเล่นหุ้นที่กล้าหาญและเก๋าเกม” นักเล่นหุ้นที่บ้าระห่ำไม่มีจุดตัดขาดทุนสุดท้ายจะต้องหมดตัว และเหล่าเซียนเต่า Turtle Trader ทุก คนนั้นใช้ การตัดขาดทุนครับ และสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว มันทำใจง่ายกว่าที่จะหวังพึ่งโชคชะตา ให้นำพาหุ้นที่เราขาดทุนกลับมาเท่าทุนเหมือนเดิม เพราะมันง่ายกว่าการที่ต้องยอมรับว่า การซื้อหุ้นครั้งนี้นั้นผิดพลาด และถอยออกมาจากตำแหน่งนั้นเสีย

ย้ำอีกครั้งให้เข้าใจว่า การถอยออกมาจากการเทรดที่ผิดพลาดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด! นัก เล่นหุ้นที่ไม่ยอมตัดขาดทุนนั้นจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว หากเราสังเกตุการล่มสลายครั้งใหญ่ๆ ของบริษัททางการเงินหรือ การเจ๊งจากการเล่นหุ้น ส่วนใหญ่นั้นจะเห็นได้ว่ามีสาเหตุจากการที่ปล่อยให้การขาดทุนเล็กๆกลายเป็น การขาดทุนครั้งใหญ่ทั้งสิ้น!

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดขาดทุนคือการที่เรามีการวางแผน หาจุดตัดขาดทุนล่วงหน้าก่อนที่เราจะเข้าซื้อขายหุ้นนั้นๆ เราต้องมีวินัยอย่างยิ่งว่าหากราคาเคลื่อนไปถึงจุดจุดนั้นเราต้องถอยหนีออกมา โดยไม่มีข้อยกเว้น ทุกๆครั้ง หากคุณบ่ายเบี่ยง สิ่งที่ตามมาก็คือความหายนะ อย่างแน่นอน ( นี่คือความจริงอย่างยิ่ง หากใครเคยเจ็บตัวหนักๆมาแล้วจะรู้ หรือหากคุณยังไม่เข้าใจให้ลองกลับไปดู Record ที่ผ่านมาของการเล่นหุ้นของคุณ คุณจะพบว่า หากขายไปแต่แรกก็สิ้นเรื่องครับ :))

………………………………………………………………………………………………………………………………..

การตัดขาดทุนแบบ Turtle Trader

เหล่าเซียนเต่า Turtles นั้นถึงแม้ว่าจะมีการกำหนดจุด “ตัดขาดทุน” ไว้ล่วงหน้าแล้วก็ตามแต่พวกเขาก็จะไม่ใช้การฝากคำสั่งล่วงหน้าไว้กับ โบรคเกอร์ เนื่องจากเหล่า Turtles นั้นมี Position อยู่ เป็นจำนวนมหาศาลพวกเขาจะไม่ต้องการเปิดเผยความต้องการและพอร์ทของพวกเขาออก ไป นั่นจึงทำให้พวกเขาใช้วิธีการมองตลาดระหว่างวันและตัดขาดทุนขณะนั้นด้วยตน เองครับ และสิ่งที่ต้องจำอยู่ในใจเสมอนั่นก็คือ จุดตัดขาดทุนเป็นจุดที่ห้ามต่อรองเด็ดขาด ไม่ว่าครั้งใดๆก็ตาม

………………………………………………………………………………………………………………………………..

หลักการคำนวนหาจุดตัดขาดทุนแบบ Turtle Traders

Turtles จะกำหนดจุดตัดขาดทุนโดยอ้างอิงถึงขนาดของ Position ในพอร์ทของพวกเขาครับ จะไม่มีการเทรดครั้งใหนที่พวกเขาจะยอมขาดทุนเกิน 2% ของพอร์ทรวม

พวกเขาจะกำหนดเอาไว้ว่าค่าความผันผวน หรือ ATR หรือ N นั้นจะถูกกำหนดให้ 1N = 1% ของพอร์ทโดยรวม ดังนั้น การที่พวกเขาไม่อนุญาตุให้เกิดการขาดทุนเกิน 2% ของพอร์ทจึงหมายถึงการกำหนดจุด ตัดขาดทุนที่ระยะ 2N นั่นเอง และพวกเขาจะวางจุดตัดขาดทุนไว้ที่ระยะ 2N ข้างใต้ราคาที่พวกเขาได้ซื้อไว้ไม้ล่าสุด ซึ่งนั่นหมายถึง เมื่อมีการเพิ่ม Position เข้าไปใหม่พวกเขาจะยกจุดตัดขาดทุนก่อนหน้านั้นขึ้นมาอีก ½ N เป็นผลทำให้จุดตัดขาดทุนของทุก Position จะอยู่ที่ 2N ของราคาล่าสุดที่พวกเขาซื้อนั่นเอง ( ถ้ายังจำกันได้จากบทที่แล้ว พวกเขาจะเพิ่ม Position ทุกครั้งที่ราคาวิ่งขึ้นไป ½ N หากจำไม่ได้ลองกลับไปอ่านนะครับ )

อย่างไรก็ตามหากในกรณีที่เมื่อเข้าซื้อเพิ่มไปแล้ว ราคาที่ได้กระโดดเกิน ½ N ไป โดยอาจจะเกิดจากตลาดเปิด Gap หรือ ราคาหุ้นวิ่งเร็วมากจนซื้อไม่ทัน จะทำให้การคำนวนมีค่าที่ต่างออกไปจากกรณีแรกครับ พูดไปเดี๋ยวจะงง เราไปดูตัวอย่างกันดีกว่า ผมยกมาจากในหนังสือเลยครับ

…………………………………………………………………………………………………………………………………..

กรณีแรก ( ได้ราคาตามที่คาดหวัง )

เป็นการซื้อขายน้ำมันดิบ

คำนวนได้ค่า N = 1.20

ใช้ระบบ 55 days Breakout = 28.30

………………….ราคาซื้อ………………..จุดตัดขาดทุน

ไม้แรก…………28.30……………………. 25.90

………………….ราคาซื้อ………………..จุดตัดขาดทุน

ไม้แรก…………28.30……………………. 26.50 ( สังเกตุว่าจะถูกยกขึ้นมา ½ N จากคราวที่แล้ว )

ไม้ที่สอง……… 28.90…………………….26.50

………………….ราคาซื้อ………………..จุดตัดขาดทุน

ไม้แรก…………28.30……………………. 27.10 ( สังเกตุว่าจะถูกยกขึ้นมา ½ N จากคราวที่แล้ว )

ไม้ที่สอง……… 28.90…………………….27.10 ( สังเกตุว่าจะถูกยกขึ้นมา ½ N จากคราวที่แล้ว )

ไม้ที่สาม……….29.50…………………….27.10

…………………ราคาซื้อ………………..จุดตัดขาดทุน

ไม้แรก…………28.30……………………. 27.70 ( สังเกตุว่าจะถูกยกขึ้นมา ½ N จากคราวที่แล้ว )

ไม้ที่สอง……… 28.90…………………….27.70 ( สังเกตุว่าจะถูกยกขึ้นมา ½ N จากคราวที่แล้ว )

ไม้ที่สาม……….29.50…………………….27.70 ( สังเกตุว่าจะถูกยกขึ้นมา ½ N จากคราวที่แล้ว )

ไม้ที่สี่………….30.10……………………..27.70

…………………………………………………………………………………………………..

หากเกิดกรณีที่สอง นั่นก็คือราคาที่ได้กระโดดออกเกินไปจะเป็นดังนี้

…………………ราคาซื้อ………………..จุดตัดขาดทุน

ไม้แรก…………28.30……………………. 27.70 ( สังเกตุว่าจะไม่ถูกยกขึ้นมา ½ N จากคราวที่แล้ว )

ไม้ที่สอง……… 28.90…………………….27.70 ( สังเกตุว่าจะไม่ถูกยกขึ้นมา ½ N จากคราวที่แล้ว )

ไม้ที่สาม……….29.50…………………….27.70 ( สังเกตุว่าจะไม่ถูกยกขึ้นมา ½ N จากคราวที่แล้ว )

ไม้ที่สี่………….30.10……………………..28.40

………………………………………………………………………………………………………………………….

นั่นก็คือหากเราสังเกตุเราจะพบว่าพวกเขาจะไม่ยก Stop ของ สามไม้ก่อนหน้าขึ้นมาตาม เพราะว่าราคาล่าสุดที่ได้นั้นสูงเกินไปหากยกขึ้นมาตามอาจจะทำให้เมื่อหุ้น พักตัวนั้น ระยะตัดขาดทุนจะแคบเกินไปเป็นผลทำให้เสียของได้ง่ายๆนั่นเองครับ

…………………………………………………………………………………………………………………………ขอจบแค่นี้ก่อนนะครับพรุ่งนี้เราจะพูดถึงเรื่อง Stop กันต่อแต่จะเป็นการตัดขาดทุนอีกรูปแบบหนึ่งของเหล่านักเล่นหุ้นแบบ Turtle traders ซึ่งเรียกว่าเทคนิคการตัดขาดทุนแบบ Whipsaw ครับ


เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Trader !! (ตอนที่ 7)

……………………………………………………………………………………………………………………………………

Turtle Secrets Book เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” : The Turtle Trader !! (ตอนที่ 7)

วันนี้ต่อกันในเรื่องของการตัดขาดทุนหรือ Stops กัน อีกซักหน่อยเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและค่อนข้างจะยาวที่สุดครับเป็น อย่างไรนั้นมาว่ากันให้จบเลยดีกว่า โดยวันนี้เป็นเรื่องของการตัดขาดทุนในอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่าเทคนิค The Whipsaw ครับโดยการที่เทคนิคการตัดขาดทุนในรูปแบบนี้ถูกเรียกว่า The Whipsaw ก็เนื่องจากว่ามันจะทำให้เกิดการเทรดที่เป็น Whipsaw บ่อยครับแต่จะทำให้ความเสี่ยงต่อการเทรดหุ้นแต่ละครั้งลดลง


…………………………………………………………………………………………………………………………………

เหล่าเซียนเต่า Turtle traders นั้น จะถูกสอนเทคนิคการกำหนดจุดขาดทุนในอีกรูปแบบหนึ่งไว้ด้วยเพื่อเพิ่มศักย์ภาพ ในการทำกำไร แต่อย่างไรก็ตามครับข้อเสียของเทคนิคการหยุดขาดทุนนี้ก็คือว่า มันจะส่งผลให้เกิด การ Stop ที่บ่อยขึ้นเป็นผลทำให้ Ratio ของ Win/loss percentage มันน้อยลง (ซึ่งหากใครใจไม่แข็งพอก็ออาจจะท้อแท้กับการขาดทุนยิบย่อยหลายๆครั้งนั่นเองครับ) เทคนิคนี้เรียกว่า เทคนิคการหยุดขาดทุนแบบ The Whipsaw ครับ

…………………………………………………………………………………………………………………………………

โดยแทนที่จะกำหนดความเสี่ยงต่อการเทรดหุ้นหนึ่งครั้งไว้ที่ 2% พวกเขาจะกำหนดความเสี่ยงไว้ที่ ½ หรือ 0.5% ของพอร์ทแทนโดยจะกำหนดจุดตัดขาดทุนที่แคบมากๆที่ ½ N ครับ โดยหลักการคือ หากซื้อแล้วหุ้นตกลงมาเป็นระยะ ½ N พวกเขาจะขายออก แต่หากราคากลับไปจุดซื้อเดิมเขาจะซื้อเข้าไปใหม่ครับ และเป็นที่น่าสังเกตุว่ามีคนบางคนในกลุ่มเซียนเต่า The Turtle เท่านั้นที่ใช้เทคนิคนี้ได้เนื่องจากความยากทาง จิตวิทยาของมันนั่นเองครับ

…………………………………………………………………………………………………………………………………

เมื่อพูดถึงประโยชน์ของการตัดขาดทุนในรูปแบบนี้นั้น ก็ต้องบอกว่าข้อดีคือมันทำให้เรา “ไม่จำเป็นต้องยกจุดตัดขาดทุนเดิมตามขึ้นมา” อีกนั่นเองเนื่องจากว่าเมื่อเพิ่ม Positionเข้าไปเรื่อยๆแล้ว ค่าความเสี่ยงของพอร์ทนั้นจะไม่เกิน 2%ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง นั่นเองครับ เพราะขนาด Positionของเราในแต่ละครั้งมันจะเล็กลงไปถึง 4 เท่า…. พอเข้าใจรึปล่าว หากยังไม่เข้าใจมาดูตัวอย่างกันครับ

…………………………………………………………………………………………………………………………………

ตัวอย่างนี้เป็นการเทรดน้ำมันดิบเช่นเคยนะครับ ต่างกันตรงวิธีใช้ Stop หรือจุดตัดขาดทุนแบบ The Whipsaw

…………………………………………………………………………………………………………………………………

เป็นการซื้อขายน้ำมันดิบา N = 1.20

ใช้ระบบ 55 days Breakout = 28.30

………………….ราคาซื้อ……………….. จุดตัดขาดทุน

ไม้แรก…………28.30……………………. 27.70

………………….ราคาซื้อ……………….. จุดตัดขาดทุน


ไม้แรก…………28.30……………………. 27.70

ไม้ที่สอง……… 28.90…………………….28.30

………………….ราคาซื้อ……………….. จุดตัดขาดทุน


ไม้แรก…………28.30……………………. 27.70

ไม้ที่สอง……… 28.90…………………….28.30

ไม้ที่สาม……….29.50…………………….28.90


…………………ราคาซื้อ……………….. จุดตัดขาดทุน

ไม้แรก…………28.30……………………. 27.70

ไม้ที่สอง……… 28.90…………………….28.30

ไม้ที่สาม……….29.50…………………….28.90

ไม้ที่สี่………….30.10……………………..29.50

…………………………………………………………………………………………………………………………………

เมื่อสังเกตุจะเห็นว่า เมื่อกำหนดค่าความเสี่ยงหรือ N น้อยลงการขาดทุนต่อครั้งก็จะลดลงไป แต่สิ่งที่ตามมาในการเทรดจริงๆก็คือ การเกิด Whipsaw ที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเองครับ (ต้องลองเลือกเอาเองครับว่าชอบแบบใหน)

…………………………………………………………………………………………………………………………………

สุดท้ายนี้เป็นเรื่องของ ประโยชน์จากการใช้การตัดขาดทุนแบบ Turtles นั่นก็คือว่าหากเราจะสังเกตุดีๆ ว่าพวกเขาหาระยะจุดตัดขาดทุนจาก ค่าความผันผวนของตลาดหรือ N ซึ่งมาจาก 20 days Moving Average True Range เมื่อตลาดมีความผันผวนมากค่า N นี้ก็จะมากตามไปด้วย และเมื่อค่า N มากขึ้นแล้วจุดตัดขาดทุนจะกว้างขึ้น ส่งผลให้เมื่อคำนวนหา Position Size ที่จะขาดทุนไม่เกิน 2%ก็จะทำให้ขนาดของ Position จะลดลงไป นั่นจึงส่งผลให้เกิดการกระจายความเสี่ยง และโอกาศไปในตัวครับ เนื่องจากหุ้นที่มีค่าความผันผวนหรือ N มาก ระบบก็จะบังคับให้เราถือมันน้อยลงกว่าหุ้นที่มีค่า N น้อยๆหรือมีความเสี่ยงต่ำนั่นเอง จึงเป็นการ ทำให้ความเสี่ยงและผลตอบแทนของทุกเทรดนั้นเท่ากันไปในตัว ไม่ว่าค่าความผันผวนจะต่างกันเท่าไร และนี่จะทำให้เราไม่เกิดความลำเอียงต่อการเทรดหุ้น ครั้งใดครั้งหนึ่งไปครับ

…………………………………………………………………………………………………………………………………

เอาล่ะครับ เรื่องของการ “ตัดขาดทุน” หรือ Stop ก็หมดเพียงเท่านี้ ต่อไปจะเป็นเรื่องราวของการหาจังหวะขายหุ้นและปล่อยหุ้น หลังจากมันได้วิ่งทำกำไรมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ส่วนจะเป็นอย่างไร ทำอย่างไรไม่ให้เสียของและปล่อยให้กำไรโตให้ได้มากที่สุด

เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Traders !! (ตอนที่ 8)

ในที่สุดก็กลับมาแปล The Turtle Trading System ต่ออีกรอบครับ หลังจากไม่ได้แปลต่อมานานมากเหมือนกัน เพราะช่วงนั้นผมหยุดพักแปลไป แล้วก็ขาดช่วงไปเลย วันนี้ผมก็ขอแปลต่อให้เลยแล้วกัน และจะแปลให้จบหมดในเร็วๆนี้ครับ

TurtleTrader8 thumb เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ เซียนเต่า The Turtle Traders !! (ตอนที่ 8)

การขายทำกำไร(EXITS)

“Turtle Traders จะใช้ระบบ Breakout ในการขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร”

มีคำกล่าวแต่โบราณว่า “คุณไม่มีวันหมดตัวจากการขายหุ้นเพื่อทำกำไร” แต่เหล่า Turtle Traders นั้นจะไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอนกับคำพูดนี้ การขายหุ้นออกมาเร็วเกินไป หรือที่เรียกว่า “การขายเพื่อทำกำไร” เร็วเกินไปนั้น คือข้อผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ข้อหนึ่ง หากคุณกำลังเล่นหุ้นด้วยระบบ Trend Following หรือเล่นตามแนวโน้ม

“ราคา” นั้นมักจะไม่เคลื่อนที่ขึ้นไปเป็นเส้นตรง ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่คุณจะต้องรู้จักปล่อยให้มันพักตัวลง มาบ้าง หากคุณต้องการที่จะเกาะไปกับแนวโน้ม ในช่วงเริ่มต้นของแนวโน้มนั้น คุณอาจจะต้องเห็นว่ากำไรกว่า 10%-30% ของคุณ กลายเป็นการขาดทุนเล็กน้อยขึ้นมา โดยในช่วงกลางๆของแนวโน้มที่เกิดขึ้นนั้น คุณอาจจะต้องเห็นว่ากำไรกว่า 80%-100% ของคุณนั้น ลดลงมาเหลือเพียงแค่ 30%-40% เท่านั้น ดังนั้นความต้องการของคุณที่จะ “เก็บกำไร” เอาไว้ก่อนจึงเป็นไปได้ที่มันจะพลุ่งพล่านขึ้นมาครับ

เหล่า Turtle Traders นั้นรู้ดีว่าการขายหุ้นเพื่อทำกำไรนั้น สามารถสร้างความแตกต่างเป็นอย่างมากสำหรับผลการลงทุนของคุณ ว่าจะมีกำไรหรือหมดตัวนั่นเอง

ระบบการเข้าซื้อ Turtle Traders นั้นจะอิงอยู่กับหลักการ Breakouts ซึ่งแน่นอนว่าการ Breakouts หรือวิ่งทะลุแนวต้านส่วนใหญ่นั้น ไม่ได้แปลว่ามันจะเกิดเป็นแนวโน้มขึ้นมา ซึ่งหมายความว่า การซื้อ-ขายส่วนใหญ่ของเหล่า Turtle Traders นั้นจะก่อให้เกิดการขาดทุนขึ้นมา ดังนั้นหากการซื้อ-ขายครั้งที่มีกำไรเกิดขึ้นมานั้น ไม่สามารถทำให้กำไรโดยเฉลี่ยมากกว่าการขาดทุนโดยเฉลี่ยขึ้นมาได้ นั่นจะทำให้เหล่า Turtle Traders ขาดทุนอย่างหนักนั่นเอง โดยระบบการซื้อ-ขายแต่ละแบบนั้น ย่อมต้องมีจุด “ขายทำกำไร” ที่เหมาะสมของตนเองทั้งสิ้น

เมื่อคุณลองคิดถึงระบบการซื้อ-ขายแบบ Turtle System นั้น หากคุณ “ขายทำกำไร” ออกมาในขณะที่มีกำไรเพียง 1N ในขณะที่คุณตัดขาดทุนที่ 2N ล่ะก็ คุณจะต้องมีจำนวนการซื้อ-ขายที่เป็นกำไร เพิ่มมากขึ้นถึงสองเท่า ในการที่จะทำให้กำไรโดยเฉลี่ยของคุณ มากกว่าการขาดทุนโดยเฉลี่ยทั้งหมด

ความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างส่วนประกอบต่างๆขอบระบบการลงทุนแต่ละอย่างนั้น ค่อนข้างที่จะมีความซับซ้อน ซึ่งหมายความว่า คุณนั้นไม่สามารถที่จะหาจุด “ขายทำกำไร” ที่เหมาะสม ได้ โดยไม่ได้มองถึงวิธีการเข้าซื้อของคุณ, ระบบ Money Management ของคุณ หรือแม้กระทั่งส่วนอื่นๆในระบบ

จุด “ขายทำกำไร” ที่เหมาะสมนั้น คือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในระบบการลงทุน แต่กลับเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามไปมากที่สุด มันสามารถที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างระบบที่ทำกำไร และระบบที่ขาดทุนได้อย่างมาก

การขายทำกำไร ของระบบ Turtle System

การขายทำกำไรของระบบ “System 1” นั้น คือการขายเมื่อหุ้นทะลุจุดต่ำสุดภายใน 10 วันที่ผ่านมาสำหรับการซื้อ Long Positions และขายเมื่อหุ้นทะลุจุดสูงสุดภายใน 10 วันที่ผ่านมาสำหรับ Short Positions โดยทุกๆหน่วยลงทุนจะถูกขายออกมาหากราคานั้น Breakout จุดสูงสุดหรือต่ำสุดภายใน 10 วันนั่นเอง

การขายทำกำไรของระบบ “System 2” นั้น คือการขายเมื่อหุ้นทะลุจุดต่ำสุดภายใน 20 วันที่ผ่านมาสำหรับการซื้อ Long Positions และขายเมื่อหุ้นทะลุจุดสูงสุดภายใน 20 วันที่ผ่านมาสำหรับ Short Positions โดยทุกๆหน่วยลงทุนจะถูกขายออกมาหากราคานั้น Breakout จุดสูงสุดหรือต่ำสุดภายใน 20 วันนั่นเอง

ความยากของการ “ขายทำกำไร”

สำหรับนักเล่นหุ้น หรือนักเก็งกำไรทั่วๆไปนั้น การ “ขายทำกำไร” ของระบบ Turtle System นั้น อาจเป็นส่วนที่ยากที่สุดของระบบการลงทุนแบบ Turtle System ก็ว่าได้ เนื่องจากการรอคอยเพื่อให้หุ้นหล่นทะลุลงมาจากจุดต่ำสุดภายใน 10 วัน หรือ 20 วันที่ผ่านมานั้น อาจหมายถึงการที่จะต้องเห็นกำไรที่มีกว่า 20%, 40% หรือแม้กระทั่ง 100% หายไปก็ได้

นี่จึงทำให้มีแนวโน้มอย่างสูง ที่จะทำให้นักเล่นหุ้นหรือนักเก็งกำไรส่วนใหญ่นั้นต้องการที่จะ “ขายทำกำไร” ออกมาก่อน มันจึงต้องใช้ “วินัย” เป็นอย่างมาก ในการที่จะทนมองเห็นกำไรที่เคยมีนั้นหายไปกับตา เพื่อที่จะถือหน่วยลงทุน หรือหุ้นของคุณเพื่อที่จะทำกำไรก้อนใหญ่ขึ้นมา และความสามารถที่จะรักษาวินัยการลงทุน และยึดมั่นกับกฎการซื้อ-ขาย ภายในช่วงเวลาที่มีกำไรขึ้นมาเป็นอย่างมาก จึงกลายเป็นสิ่งที่แสดงถึงมาตรฐานของนักเล่นหุ้น หรือนักเก็งกำไรที่จะประสบความสำเร็จนั่นเอง

สำหรับตอน “การขายทำกำไร หรือ Exits” ของเหล่า Turtle Traders นี้ก็จบเพียงเท่านี้ครับ และผมจะทยอยลงให้หมดเหลืออีกเพียงไม่กี่ตอนเท่านั้น เราจะได้ไปอ่านเรื่องอื่นที่เป็น Series กันต่อ ใครมีบทความดีๆน่าสนใจบอกผมได้นะครับ หากว่าอ่านเข้าใจเผื่อจะได้เอาแปลไว้ต่อครับ

ชั้นเชิงและกลยุทธ์ในการซื้อ-ขายหุ้น Tactics of Turtle Traders

ต่อกันกับวิธีการเล่นหุ้นแบบเซียนเต่า The Turtle Traders ในตอนที่ 9 กันครับ วันนี้จะพูดถึงในเรื่องของชั้นเชิง และกลยุทธ์ในการซื้อ-ขายของเหล่า Turtle Traders เมื่อต้องเจอกับสภาพตลาดในรูปแบบต่างๆกันครับ

เกร็ดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับแนวทางการเล่นหุ้นแบบเซียนเต่า Turtle Traders

Mies van der Rohe สถาปนิกชื่อดังของโลกได้เคยกล่าวเอาไว้ เมื่อพูดถึงการออกแบบของเขาว่า “พระเจ้านั้นทรงอยู่ในรายละเอียด” และนี่ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องเกี่ยวกับการระบบการลงทุนด้วยเช่นกัน

การส่งคำสั่งการซื้อขาย

อย่างที่เราได้เคยกล่าวเอาไว้แล้ว Richard Dennis และ William Eckhardt ได้แนะนำเหล่า Turtle Traders ไว้ว่า พวกเราไม่ควรที่จะตั้งคำสั่งการซื้อ-ขายเอาไว้ล่วงหน้า เราได้รับการแนะนำให้จ้องมองตลาด และให้ส่งคำสั่งการซื้อ-ขายในขณะที่ตลาดวิ่งถึงจุดที่เราได้กำหนดเอาไว้ ทันที

พวกเรายังได้รับคำแนะนำอีกด้วยว่า โดยทั่วไปแล้ว มันเป็นการดีกว่าที่เราจะใช้คำสั่ง Limit Order แทนที่จะใช้คำสั่ง Market Order เนื่องจากว่าคำสั่งแบบ Limit Order นั้น จะช่วยให้เราได้ราคาที่ดีกว่า และลด Slippage(การคลาดเคลื่อนของราคาที่เราต้องการซื้อ-ขาย)ได้ดีกว่าคำสั่งแบบ Market Order

ในตลาดทุกๆตลาดนั้น จะมีฝั่งซื้อ(Bid) และฝั่งขาย(Ask)อยู่ตลอดเวลา โดยราคา Bid คือราคาที่ผู้ซื้อนั้นต้องการที่จะจ่าย และราคา Ask คือราคาที่ผู้ขายต้องการที่จะขาย หากเมื่อไหร่ที่ผู้ซื้อยอมที่จะจ่ายแพงกว่าราคาที่ต้องการขาย เมื่อนั้นก็จะเกิดการซื้อ-ขายขึ้น โดยการใช้คำสั่งแบบ Market Order นั้นจะทำให้เราได้ทุกราคาที่ตั้ง Bid หรือ Ask เอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ปริมาณการซื้อ-ขายนั้นมีน้อยมากๆ และในบางครั้งมันทำให้เราได้ราคาที่แย่ที่สุดที่เราต้องการหากเราสั่ง ซื้อ-ขาย เป็นปริมาณจำนวนมากนั่นเอง

ตามปกติแล้ว ตลาดนั้นจะมีช่วงเวลาที่จะตลาดจะเคลื่อนไหวอย่างไร้เหตุผลขึ้นมา ซึ่งบางครั้งเราเรียกมันว่าการกระเพื่อมของราคา และแนวคิดภายใต้การใช้คำสั่งซื้อ-ขายแบบ Limit Order นั้นก็เพื่อที่จะวางคำสั่งซื้อไว้ในราคาที่ต่ำกว่าการกระเพื่อมขึ้นมา แทนที่จะส่งคำสั่งการซื้อขายแบบ Market Order นั่นเอง ซึ่งการใช้คำสั่งซื้อ-ขายแบบ Limit Order นี้ หากเราซื้อในปริมาณที่น้อย มันจะช่วยไม่ให้การซื้อ-ขายของเรากระทบต่อราคาของตลาด และหากเราซื้อในปริมาณที่มาก มันจะช่วยให้มันกระทบต่อตลาดน้อยที่สุด

แน่นอนว่ามันต้องใช้ทักษะพอสมควรในการที่จะสามารถตัดสินใจได้ว่า ราคาไหนคือราคาที่ดีที่สุดในการใช้คำสั่งซื้อ-ขายแบบ Limit Order แต่ด้วยการฝึกฝนบ่อยๆนั้น คุณน่าที่จะได้ราคาที่ดีกว่าโดยการใช้ Limit Order แทนคำสั่งซื้อ-ขายแบบ Market Order ครับ

ตลาดที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว

ในบางครั้ง ตลาดนั้นจะเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วมากๆ ซึ่งเป็นผลจากคำสั่งซื้อ-ขายที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว และหากคุณใช้คำสั่งซื้อ-ขายแบบ Limit Order อยู่นั้น คุณก็จะไม่สามารถที่จะซื้อ-ขายได้ทัน ซึ่งหากว่าตลาดอยู่ในช่วงที่มันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วแล้วล่ะก็ ตลาดนั้นอาจจะเคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็วมากๆในช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่า นั้น

โดยในช่วงขณะที่ตลาดเคลื่อนไหวไป อย่างรวดเร็วนั้น เหล่า Turtle Traders ได้ถูกสอนที่จะไม่ให้ตื่นตระหนกไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น และให้รู้จักรอเวลาที่ตลาดจะเริ่มหยุดนิ่ง ก่อนที่จะส่งคำสั่งซื้อ-ขายเข้าไป

นักเก็งกำไรมือใหม่หลายๆคนมักจะพบว่า นี่เป็นสิ่งที่ยากยิ่งที่จะปฏิบัติ พวกเขามักจะตื่นตระหนกไปกับมัน และใช้คำสั่งซื้อ-ขายแบบ Market Order ในทันที และพวกเขามักจะทำอย่างนั้นในช่วงเวลาที่แย่ที่สุดเช่นกัน และนั่นทำให้มันมักจะจบลงด้วยการที่พวกเขาได้ราคาที่ต่ำที่สุด หรือสูงที่สุดของวันนั่นเอง

ในตลาดที่เคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็วนั้น จะมีช่วงเวลาที่สภาพคล่องของปริมาณการซื้อขายเบาบางลงอย่างรวดเร็ว โดยในกรณีที่ตลาดเคลื่อนขึ้นไปอย่างรวดเร็วนั้น ผู้ขายมักที่จะหยุดขายและรอขายในราคาที่สูงกว่าเดิม และพวกเขาจะไม่กลับมาเริ่มขายอีกครั้งจนกว่าราคาของมันจะเริ่มหยุดนิ่ง ซึ่งในกรณีนี้นั้น ฝั่งราคาขาย(Ask)จะยกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นผลทำให้ช่วงห่างระหว่างราคาซื้อ-ขายนั้นกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในขณะนี้นั้นฝั่งผู้ซื้อนั้น ก็จะเหมือนกับถูกบังคับให้จ่ายในราคาที่สูงขึ้น จากการที่ผู้ขาย(Ask)ยังคงเรียกราคาที่สูงขึ้นไปกว่าเดิมเรื่อยๆ โดยราคาจะวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็วจนกว่าที่จะเริ่มมีผู้ที่เริ่มขายลง มา และนั่นจะทำให้ตลาดเริ่มชะลอ และหยุดนิ่ง โดยสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นตามมาก็คือ การวกกลับของราคาอย่างรวดเร็วกลับลงมาในระดับหนึ่ง

การใช้คำสั่งซื้อ-ขายแบบ Market Order ในตลาดที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วนั้น มักจะจบลงด้วยการที่เราได้ราคาที่สูงที่สุดเมื่อตลาดนั้นวิ่งขึ้น ณ จุดที่ราคาเริ่มจะไปหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นจากการที่ผู้ขายเริ่มเข้ามาขายอีก ครั้ง

สำหรับเหล่า Turtle Traders นั้น พวกเราจะรอจนกว่าจะมีบางอย่างบ่งชี้ให้เห็นว่า เกิดการวกกลับลงมาของราคา(ถึงแม้จะเป็นเพียงระยะเวลาชั่วคราวเท่านั้น) ซึ่งนี่จะทำให้เราสามารถได้ราคาที่ดีกว่า แทนที่จะใช้คำสั่งซื้อ-ขายแบบ Market Order นั่นเอง ถึงแม้ว่านั่น จะทำให้ราคาได้เคลื่อนที่ผ่านจุดตัดขาดทุนของเราไปไกลแล้วก็ตาม พวกเราก็จะขายและออกจากตลาด แต่เราจะไม่ตื่นตระหนกกับมันโดยเด็ดขาด

การเกิดสัญญาณซื้อ-ขายหลายๆสัญญาณขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

ในการเป็นนักเก็งกำไรนั้น หลายต่อหลายวันตลาดอาจจะผันผวนแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งน้อยเกินกว่าที่เราจะทำอะไรไป นอกจากเพียงแค่หันไปมองหน่วยลงทุนที่มีอยู่เท่านั้น พวกเราอาจจะต้องอยู่เฉยๆเป็นเวลาหลายวันโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ในบางวันเราอาจจะต้องยุ่งวุ่นวายเป็นอย่างมาก จากการที่เกิดสัญญาณขึ้นพร้อมๆกันหลายๆสัญญาณภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่า นั้น โดยในกรณีนี้ สิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือทำการซื้อ-ขายเมื่อเกิดสัญญาณขึ้น จนกว่าที่เราจะถึงจำนวนหน่วยลงทุนที่เราจำกัดไว้(Position Limit)ในแต่ละตลาด

ในบางครั้ง มีบางวันที่ดูเหมือนว่าทุกๆอย่างดูจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้จากการที่พวกเราไม่มีหน่วยลงทุน(Position)แม้เพียงสักหน่วยเดียว นั้น กลับกลายเป็นว่าพวกเราได้ทำการซื้อเข้ามาจนเต็มจำนวนภายในเวลาเพียงแค่วัน ถึงสองวันเท่านั้น ซึ่งบ่อยครั้ง สัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆกันอย่างรวดเร็วมากๆในตลาดที่มีความเกี่ยวโยง กัน (Correlated) อีกด้วย

และนี่คือสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อตลาดต่างๆวิ่งกระโดดเปิด Gap ข้ามสัญญาณการซื้อของเราไป โดยที่คุณอาจจะเจอกับการที่ตลาดน้ำมันดิบ(Crude Oil), Heating Oil และ Unleaded Gas นั้นเกิดสัญญาณขึ้นภายในวันเดียวกันก็เป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(Future Contract)นั้น มันมักที่จะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นบ่อยๆเป็นประจำภายในช่วงเวลาพร้อมๆกันอีก ด้วย


ชั้นเชิงและกลยุทธ์ในการซื้อ-ขายหุ้น Tactics of Turtle Traders (ตอนที่ 2)

มาต่อกันกับ ชั้นเชิงและกลยุทธ์ในการซื้อ-ขายหุ้น Tactics of Turtle Traders (ตอนที่ 2) กันเลยครับ ตอนนี้ค่อนข้างที่จะเกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยาการลงทุนและระเบียบวินัยในการลง ทุนอยู่มากทีเดียว โดยอาจทำให้หลายๆคนที่กำลังหันมาใช้ระบบในการเล่นหุ้นอยู่กลืนน้ำลายดังอึ้ก ๆกันพอสมควรครับ (เพราะโดนใจดำตัวเอง) ว่าแล้วก็คลิ้กเข้ามาอ่านต่อเลยครับ

ซื้อความแข็งแกร่ง-ขายความอ่อนแอ

หากเมื่อไหร่ที่สัญญาณการซื้อ-ขายนั้นเกิดขึ้นพร้อมกัน พวกเราจะเลือกซื้อสัญญาณที่มีความแข็งแกร่งที่สุดเสมอ และขายสัญญาณที่มีความอ่อนแอที่สุดเช่นกัน

เรานั้นจะเข้าซื้อหน่วยลงทุนเพียงตัวเดียวเท่านั้น ในตลาดที่เหมือนกันหรือตลาดเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น แทนที่เราจะซื้อสัญญาน้ำมันดิบของเดือนกุมภาพันธ์, มีนาคม หรือเมษายนเข้ามาพร้อมๆกันนั้น เราจะเลือกเพียงตัวเดียวที่มีมีสัญญาณที่แข็งแกร่งที่สุด โดยมีปริมาณการซื้อขายและสภาพคล่องอย่างมากประกอบด้วย

นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ! ภายใต้ตลาดที่มีความเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กันนั้น สัญญาณซื้อที่ดีที่สุด คือสัญญาณที่เกิดขึ้นในตลาดที่แข็งแกร่งที่สุด (ซึ่งสามารถที่จะสังเกตเห็นได้ โดยที่มันมักจะทำตัวโดดเด่นกว่าหน่วยลงทุนตัวอื่นๆในตลาดหรือกลุ่มเดียวกัน) ในทางกลับกันนั้น การขายชอร์ตที่มักจะทำกำไรก้อนใหญ่นั้น ก็มักจะมาจากสัญญาณในตลาดที่มีความอ่อนแอที่สุดในกลุ่มหรือตลาดเดียวกันนั่น เอง

สำหรับ Turtle Traders นั้น เรามีวิธีเพื่อใช้ในการวัด หรือบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งและอ่อนแอของตลาดต่างๆได้อยู่หลายวิธี โดยวิธีที่ง่ายและเป็นที่นิยมที่สุดก็คือ การมองไปที่กราฟของราคาและวิเคราะห์ออกมาว่ากราฟตัวไหนนั้น “ดูเหมือนว่า” จะแข็งแกร่งที่สุด (หรืออ่อนแอที่สุด) โดยอาศัยการวิเคราะห์จากสายตาของเราเอง

Turtle Traders บางคนนั้น อาจใช้วิธีการวัดโดยวิเคราะห์จากว่า ตั้งแต่ที่ราคาของมัน Breakout ขึ้นมานั้น มันได้วิ่งมาเป็นระยะทางกี่ N แล้ว หลังจากนั้นจึงเลือกซื้อหน่วยลงทุนหรือตลาดที่วิ่งขึ้นมามากที่สุดเมื่อ เทียบกับค่า N นั่นเอง

ยังมี Turtle Traders บางคนที่อาจนำเอาราคาปิดของวันล่าสุด มาลบออกด้วยราคาปิดเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว แล้วจึงนำมาหารด้วยค่า N ในวันปัจจุบันเพื่อที่จะทำให้เกิดเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยหน่วยลงทุนหรือตลาดที่ให้ค่ามากที่สุดนั้น คือตลาดที่แข็งแกร่งที่สุด และหน่วยลงทุนหรือตลาดที่ให้ค่าน้อยที่สุด คือตลาดที่มีความอ่อนแอที่สุดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าวิธีการทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะสามารถใช้ได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณนั้นต้องถือ Long Position ในตลาดที่แข็งแกร่งที่สุดเสมอ และขาย Short Position ในตลาดที่มีความอ่อนแอที่สุดนั่นเอง


การโยกย้ายสัญญา ในกรณีที่สัญญาที่หมดอายุ

เมื่อถึงวันที่สัญญา Future Contract นั้นถึงเวลาหมดอายุของมันแล้ว มีปัจจัยที่สำคัญอยู่ 2 อย่าง ที่จะต้องพิจารณาให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจโยกย้ายเปลี่ยนไปถือสัญญาใหม่ต่อไป

อย่างแรกก็คือ มีหลายกรณีที่สัญญาของเดือนใกล้ๆนั้นมีแนวโน้มที่ดี แต่สัญญาของเดือนที่ไกลออกไปนั้นกลับทำตัวออกมาไม่ดีเท่าไหร่นัก ดังนั้น จงอย่าโยกย้ายเปลี่ยนไปถือสัญญาในเดือนใหม่จนกว่าที่สัญญาใหม่นั้นจะแสดงรูป แบบของราคาที่ดีออกมา

อย่างที่สองก็คือ การโยกย้ายไปถือสัญญาใหม่นั้นควรกระทำก่อนที่ปริมาณการซื้อขาของสัญญาเดิม ที่จะหมดอายุนั้นยังคงมีสภาพคล่องอยู่ โดยตัวแปรที่จะบอกให้เราทราบว่าแค่ไหนจึงจะถือว่ายังมีสภาพคล่องอยู่นั้น ขึ้นอยู่กับว่า “ขนาดการลงทุน หรือ Position Size” ของเรานั้นใหญ่แค่ไหน ซึ่งกฎโดยทั่วไปก็คือ Turtle Traders จะทำการโยกย้ายการถือสัญญา จากสัญญาเดิมไปยังสัญญาของเดือนใหม่ประมาณสอง-สามสัปดาห์ ก่อนที่สัญญาเดิมจะหมดอายุไป ยกเว้นว่าสัญญาเดิมนั้นยังคงมีสัญญาณและรูปแบบราคาที่โดดเด่นกว่าสัญญาใหม่ อยู่เป็นอย่างมาก

ส่งท้าย

ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้น ถือได้ว่าครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว สำหรับระบบการลงทุนแบบเซียนเต่า Turtle Trading System ซึ่งมันก็อาจจะเป็นอย่างที่คุณกำลังคิดอยู่ ว่ามันไม่ใช่ระบบที่มีความซับซ้อนเท่าไหร่นัก

แต่จงจำไว้ให้ดีว่า เพียงแค่คุณรู้ถึงกฎต่างๆเหล่านี้นั้น ยังไม่เพียงพอที่คุณจะสร้างความร่ำรวยจากการเล่นหุ้นขึ้นมาได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณจะต้องสามารถทำตามกฎหรือระบบให้ได้ด้วยเช่นกัน

จงจำคำพูดที่ Richard Dennis ได้เคยกล่าวเอาไว้ให้ดีว่า

“ผมมักจะพูดเสมอว่า คุณสามารถที่จะนำเอากฎและวิธีการเก็งกำไรของผมไปทำการพิมพ์และเผยแพร่ลงใน หนังสือพิมพ์ก็ได้ แต่จะไม่มีใครทำตามมันหรอก กุญแจสำคัญที่สุดนั้นก็คือ ความสม่ำเสมอและวินัยในการลงทุนต่างหาก ถึงแม้ว่าทุกๆคนจะสามารถเขียนกฎ หรือระบบการลงทุนที่ดีเทียบเท่ากับประมาณ 80% ของระบบที่เรากำลังสอนพวกคุณอยู่ก็ตาม แต่สิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำได้ก็คือ การที่พวกเขาจะเชื่อมั่นในระบบ และปฏิบัติตามกฎต่างๆอย่างเคร่งครัดแม้ในช่วงเวลาที่ย่ำแย่ก็ตาม”

- อ้างอิงจากหนังสือหุ้น Market Wizards เขียนโดย Jack D. Schwager

บางทีแล้ว หลักฐานชิ้นสำคัญที่สุด ในการที่จะยืนยันถึงความจริงข้อนี้ได้เป็นอย่างดีนั้น อาจอยู่ในผลการลงทุนของเหล่า Turtle Traders เองก็เป็นได้

มี Turtle Traders อยู่หลายคนเช่นกันที่พวกเขาไม่สามารถที่จะทำกำไรจากตลาดได้ ซึ่งนี่ไม่ได้เป็นเพราะว่ากฎต่างๆนั้นไม่มีประสิทธิภาพ แต่มันเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะทำตามกฎได้ต่างหาก และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ ถึงแม้จะ มีคนหลายๆคนได้อ่านบทความชิ้นนี้ แต่จะมีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่จะสามารถประสบความสำเร็จในการเก็งกำไรโดยใช้ระบบของเหล่า Turtle Traders ด้วยเช่นกัน และเช่นเดิม นี่ไม่ใช่เพราะว่ากฎต่างๆนั้นไม่มีประสิทธิภาพ แต่นี่เป็นเพราะว่าผู้คนที่ได้อ่านบทความชิ้นนี้หลายๆคนนั้น จะไม่มีความเชื่อมั่นพอที่จะปฏิบัติตามกฎต่างๆเหล่านี้ได้อย่างเคร่งครัด นั่นเอง

กฎและระบบของเหล่าเซียนเต่า Turtle Trader นั้น มีความยากในการที่จะปฏิบัติตามเป็นอย่างมาก เนื่องจากแนวคิดของมันอยู่ที่การจับกระแสแนวโน้มใหญ่ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่บ่อย นัก ผลก็คือ เวลาอาจผ่านไปหลายๆเดือน หรืออาจเป็นปีๆ ก่อนที่จะได้เจอกับช่วงเวลาที่ได้กำไรขึ้นมา โดยในระหว่างช่วงเวลานี้เอง มันจึงมีแนวโน้มง่ายมากที่เราจะเกิดความสงสัยในประสิทธิภาพของระบบขึ้นมาได้ และเลิกที่จะปฏิบัติตามกฎต่างๆนั่นเอง โดยคุณอาจเกิดความสงสัยขึ้นมาได้ต่างๆนาเช่น

กฎต่างๆเหล่านี้นั้นจะสามารถใช้ได้อีกต่อไปหรือไม่? greenseaturtle thumb เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบเซียนเต่า : The Turtle Traders (10)

ตลาดนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่?

มีอะไรสำคัญที่ยังขาดหายไปจากกฎเหล่านี้หรือไม่?

ฉันจะแน่ใจได้อย่างไรว่ากฎต่างๆเหล่านี้ยังคงใช้ได้อยู่?

เคยมีสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มฝึกหัด Turtle Traders กลุ่มแรก ที่โดนไล่ออกจากโปรแกรมการฝึกฝนก่อนที่จะจบการฝึกฝนในปีแรก ได้เคยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆว่า ยังมีการปิดบังข้อมูลที่สำคัญบางอย่างเอาไว้ในชั้นเรียนของเหล่า Turtle Trader โดยเขาเชื่อว่ายังมีความลับบางอย่างที่ Richard Dennis ไม่ยอมเปิดเผยออกมาอยู่ แต่โดยความเป็นจริงแล้ว คนผู้นี้นั้น คือคนที่ไม่สามารถที่จะยอมรับความจริงได้ว่า ผลการลงทุนที่ย่ำแย่ของเขานั้น เป็นผลมาจากความไม่มั่นใจ และเคลือบแคลงสงสัยในกฎต่างๆ ซึ่งทำให้เขาไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามกฎต่างๆได้นั่นเอง

อีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญนั้นก็คือ ความรู้สึกโน้มเอียงที่อยากจะเปลี่ยนกฎต่างๆนั่นเอง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เหล่า Turtle Traders หลายๆคนนั้น พยายามที่จะลดความเสี่ยงของระบบการลงทุนลง โดยการพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงกฎบางอย่างซึ่งบางครั้งกลับให้ผลร้ายกลับตามมา

ยกตัวอย่างเช่น การที่ไม่ได้เข้าซื้ออย่างรวดเร็วตามที่กฎได้ระบุเอาไว้ (คือการเพิ่มทุกๆ 1 Unit/ ½ N) ถึงแม้ว่าการทำเช่นนี้อาจดูเหมือนว่าจะปลอดภัยมากขึ้น แต่ความจริงที่เกิดขึ้นนั้นกลับกลายเป็นว่า จากระบบการเข้าซื้อของ Turtle System นั้น การเพิ่ม Position ช้าเกินไปนั้น มีโอกาสอาจทำให้เมื่อหุ้นย่อตัวลงมาแล้ว ราคาจะชนกับจุดตัดขายบ่อยขึ้น ผลก็คือการขาดทุนที่มากขึ้นนั่นเอง ในขณะที่วิธีการเพิ่ม Position อย่างรวดเร็วนั้นจะช่วยให้มันรับมือกับการย่อตัวของหุ้นได้ดีขึ้นโดยจะไม่ทำ ให้เกิดสัญญาณการตัดขาดทุนขึ้นมานั่นเอง จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงบางอย่างแม้เพียงเล็กน้อยนั้น สามารถที่จะมีผลกระทบต่อผลกำไรของระบบได้เป็นอย่างมากทีเดียว

ในการที่คุณจะยกระดับความมั่นใจในระบบขึ้นมานั้น คุณจำเป็นจะต้องพยายามปฏิบัติตามกฎต่างๆของระบบอย่างเคร่งครัด ไม่ว่ามันจะเป็นระบบ Turtle System, ระบบที่คล้ายคลึงกัน หรือระบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ตาม มันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่คุณควรจะทำการทดสอบและวิจัยระบบของคุณ โดยการใช้ข้อมูลการซื้อ-ขายในอดีตที่ผ่านมา (Historical Trading Data) เป็นฐานข้อมูลนั่นเอง โดยที่การรับ ฟังจากผู้อื่นว่าระบบการลงทุนใดๆนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือแม้กระทั่งจากการที่คุณได้อ่านบทสรุปจากผลการวิจัยของบุคคลอื่นนั้น ยังไม่ถือว่าเพียงพอทั้งสิ้น คุณควรที่จะทำการทดสอบวิจัยระบบการลงทุนด้วยตัวของคุณเองเท่านั้น

คุณควรลงไปคลุกฝุ่น และลงไปมีส่วนร่วมในการวิจัยด้วยตัวคุณเอง คุณควรที่จะเจาะลึกเข้าไปถึงข้อมูลในการซื้อ-ขายแต่ละครั้ง และคุณควรที่จะมองไปที่กราฟข้อมูลการเติบโตของเงินทุนของคุณ(Equity Logs)ด้วยเช่นกัน อีกทั้งคุณยังควรที่จะทำความคุ้นเคยกับวิถีทางการซื้อ-ขายของระบบที่คุณจะ ใช้, ข้อจำกัดของมัน รวมถึงข้อมูลความถี่ในการขาดทุนของระบบด้วย

มันจะเป็นการง่ายกว่ามาก ในการที่คุณจะสามารถทนกับการขาดทุนที่ยาวนานถึง 8 เดือนได้ หากเพียงคุณได้รู้ว่าระบบของคุณนั้น เคยมีช่วงเวลาการขาดทุนที่ยาวนานพอๆกันกับตอนนี้หลายต่อครั้ง ในช่วงเวลาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และมันจะยิ่งง่ายขึ้นไปอีกในการที่คุณจะกล้าซื้อเพิ่มอย่างรวดเร็วตามที่กฎ ได้บอกเอาไว้ หากคุณได้รู้ว่าการซื้อเพิ่มอย่างรวดเร็วนั้น คือกุญแจสำคัญในการทำกำไรของระบบการลงทุนของคุณนั่นเอง

ในที่สุดบทนี้ก็จบจนได้ครับ เหลือเพียงอีกตอนเดียวที่ “เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบเซียนเต่า The Turtle Traders นี้จะจบลงแล้วครับ (รู้สึกเศร้ายังไม่รู้ เหมือนว่าแปลมานาน 55) ยังไงก็รอติดตามตอนสุดท้ายได้นะครับว่าจะเป็นอย่างไร สำหรับวันนี้แปลมายาวพอสมควร


บทส่งท้ายแนวทางการเล่นหุ้นแบบ The Turtle Traders

ในที่สุดก็ถึงตอนสุดท้ายของ “เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบเซียนเต่า The Turtle Traders” เสียแล้ว ในตอนนี้เป็นบทส่งท้ายสำหรับแนวทาง ในการที่จะแสวงหาความรู้และวิธีการเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง สำหรับนักเก็งกำไรทุกๆคนครับ

แนวทางในการที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม

นักเขียนเรื่องตลกชื่อดังอย่าง Berry Le Platner ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า “การตัดสินใจที่ดีนั้น มาจากประสบการณ์ที่ถูกสะสมเอาไว้ และประสบการณ์ที่ดีนั้น ก็มักเกิดมาจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดไปนั่นเอง”

หากคุณต้องการที่จะเป็นนักเก็งกำไร คุณต้องเก็งกำไร มันไม่มีวิธีอื่นนอกจากนี้ และคุณจะต้องเจอกับความผิดพลาดสักครั้งอย่างแน่นอน

ความผิดพลาดนั้น คือส่วนหนึ่งของการเก็งกำไร หากคุณไม่กล้าที่จะเริ่มต้นเก็งกำไรด้วยเงินของคุณจริงๆ(เงินทุนที่มากพอที่ จะมีผลกระทบต่อคุณ เมื่อคุณได้กำไรหรือขาดทุน) คุณก็จะยังไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยเกี่ยวกับการเก็งกำไร

การทดลองเก็งกำไรในเกมจำลองหรือในกระดาษนั้น(Paper Trading) ไม่สามารถที่จะเทียบเคียงได้กับการเก็งกำไรด้วยเงินจริงๆ โดยหากคุณไม่กล้าที่จะเก็งกำไรด้วยเงินจริงๆล่ะก็ คุณจะไม่ได้เรียนรู้ว่า “ความหวัง”, “ความกลัว”, “ความโลภ” นั้น จะมีผลอย่างไรกับตัวของคุณเอง

ในขณะเดียวกันนั้น มันก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่คุณควรที่จะต้องเรียนรู้วิธีการ และพื้นฐานในการเก็งกำไรให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่งด้วยความเข้าใจนี้เอง มันจะทำให้คุณทำในสิ่งที่ผิดพลาดน้อยลงไป และคุณก็ยังจะเรียนรู้การเก็งกำไรได้อย่างรวดเร็วขึ้น จากความผิดพลาดที่คุณได้ทำลงไปนั่นเอง

และนี่คือคำแนะนำบางอย่าง สำหรับสิ่งที่คุณควรศึกษาและเรียนรู้เพิ่มเติม

จิตวิทยาการลงทุน (Trading Psychology)

“จิตวิทยาการลงทุน” คือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการเก็งกำไร การ เข้าใจในตัวตนของคุณเองนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการเก็งกำไร ซึ่งหนทางสู่การรู้จักกับตัวตนของคุณเองนั้น ก็คือการทำจิตให้บริสุทธิ์และรู้จักเปิดใจให้กว้าง เพื่อที่จะทำความเข้าใจในจิตใจและตัวตนที่แท้จริงของคุณเอง มากกว่าการที่คุณจะพยายามหาหนังสือจิตวิทยาในจิตนาการ ซึ่งสามารถที่จะมีคำตอบให้กับทุกคำถามของคุณได้

การบริหารเงินทุน (Money Management)

Money Management หรือการบริหารเงินทุนนั้น คือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในระบบการลงทุนทุกรูปแบบ การ ควบคุมความเสี่ยงเพื่อที่จะทำให้คุณ สามารถที่จะมีเงินทุนในการเก็งกำไรต่อไปภายในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และอยู่รอดจนกว่าที่ระบบการลงทุนของคุณจะเริ่มกลับมาทำกำไรให้คุณได้อีก ครั้ง คือสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสัญญาณซื้อ, สัญญาณขาย, และการบริหารเงินทุน(Money Management)นั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยความบังเอิญ การเรียนรู้และทำการทดสอบให้ถึงแก่น หรือหัวใจของหลักการบริหารเงินทุน(Money Management)นั้น จะให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่ากลับมาหาคุณอย่างแน่นอน

การทดสอบและวิจัยระบบการลงทุน (Trading Research)

ในการพัฒนาระบบการลงทุนขึ้นมานั้น ไม่มีอะไรที่จะสำคัญกว่าการทำการทดสอบและวิจัยทางสถิติ จากข้อมูลซื้อ-ขายย้อนหลังในอดีต นั่นหมายความว่า คุณจะต้องเรียนรู้จักการเขียนโปรแกรม เพื่อที่จะทำการจำลองและทดสอบระบบการลงทุนของคุณออกมา

มีข้อมูลดีๆอยู่มากมายเกี่ยวกับเรื่องของการทำ Curve-Fitting, Over-Optimization, และหลักสถิติเพื่อการเก็งกำไร(Trading Statistic) หรือการทดสอบระบบการลงทุนของคุณในเวบไซท์ต่างๆทั่วโลก รวมไปถึงหนังสืออีกหลายๆเล่ม แต่ข้อมูลต่างๆเหล่านี้อาจเป็นการยากในการที่จะเสาะหาสักหน่อยในขณะที่ตลาด ยังคงเป็นขาขึ้นอย่างบ้าคลั่ง และจงอย่าเชื่ออะไรง่ายๆ แต่ขณะเดียวกันก็จงเปิดใจให้กว้าง แล้วการทดสอบและวิจัยของคุณจะให้ผลตอบแทนกลับมา

คำเตือนสุดท้าย

มีคนอยู่มากมายที่พยายามจะขายคำแนะนำการลงทุน จากความน่าเชื่อถือในตัวของพวกเขา ว่าเขานั้นคือ “ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน” แต่คุณนั้นไม่ควรที่จะปักใจเชื่อคำแนะนำของเหล่าผู้ที่อ้างตัวว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน” อย่างงมงาย คำแนะนำที่ดีที่สุดนั้น มักจะมาจากผู้ที่ไม่ต้องการที่จะขายมัน และผู้ที่สามารถทำกำไรได้จากการเก็งกำไรของเขาจริงๆ ในขณะนี้ มีหนังสืออยู่มากมายซึ่งจะช่วยเปิดเผยให้คุณได้เข้าใจถึงแนวคิด และพฤติกรรมของเหล่านักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จและเคยประสบความสำเร็จได้ เป็นอย่างดี

การเรียนรู้ที่จะเป็นนักเก็งกำไรที่ดี หรือแม้กระทั่งการเป็นนักเก็งกำไรชั้นยอดนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริง แต่นั่นหมายถึงการรู้จักเป็นคนช่างสังเกตช่างสงสัย และอาศัยการทำงานค้นคว้าอย่างหนักและยาวนาน หนทางสำหรับผู้ที่เลือกที่จะเดินอยู่บนถนนสายเก็งกำไรนั้น ไม่มีที่สิ้นสุด

นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จ ได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะไม่มีวันไปได้ถึงจุดหมายปลายทาง เพราะพวกเขานั้นได้พบกับความสุขที่ซ่อนอยู่ในการเดินทาง บนถนนสายเก็งกำไรแล้วนั่นเอง

Turtletraderoriginalrule thumb เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบเซียนเต่า : The Turtle Traders (11)

CR.แมงเม่าคลับ.คอม






Visitors: 55,687